การประชุมสุดยอด BRICS ครั้งที่ 18 ซึ่งอินเดียเป็นเจ้าภาพ จัดขึ้นที่กรุงนิวเดลีระหว่างวันที่ 12–13 กันยายน 2026 และเพิ่งสิ้นสุดลงเมื่อวันอาทิตย์ที่ 13 กันยายนที่ผ่านมา ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ตึงเครียดทั้งจากสงครามในตะวันออกกลาง ความขัดแย้งทางการค้า มาตรการคว่ำบาตร และแรงกดดันจากนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ Reuters: รายงานจากการประชุม BRICS ในนิวเดลี
สิ่งที่น่าสนใจจากการประชุมครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการที่ Xi Jinping, Vladimir Putin และ Narendra Modi มาปรากฏตัวบนเวทีเดียวกัน แต่คือการที่ประเทศสมาชิกซึ่งปกติมีผลประโยชน์และท่าทีทางการเมืองแตกต่างกันอย่างมาก กลับสามารถหาจุดร่วมและรับรองถ้อยแถลงร่วมกันได้ตั้งแต่วันแรกของการประชุม
เมื่อวันที่ 12 กันยายน สมาชิกได้เห็นชอบ New Delhi Declaration ซึ่งแสดงความกังวลต่อมาตรการภาษีและมาตรการทางการค้าแบบฝ่ายเดียว ต่อต้านการใช้มาตรการคว่ำบาตรที่ไม่ได้รับความเห็นชอบจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ “maximum restraint” ต่อความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แม้กระทั่งอิหร่านและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งมีผลประโยชน์แตกต่างกันอย่างมากในวิกฤตภูมิภาค ก็ยังร่วมรับรองถ้อยแถลงฉบับเดียวกันได้ Reuters: BRICS adopts joint declaration, urges ‘maximum restraint’ in Mideast
BRICS มักถูกวิจารณ์ว่า มีสมาชิกมากแต่หาฉันทามติได้น้อย ภาพที่เกิดขึ้นในนิวเดลีจึงชวนให้ตั้งคำถามว่า อะไรทำให้กลุ่มนี้ดูเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันขึ้นมาในเวลานี้ คำตอบส่วนหนึ่งอาจอยู่ห่างออกไปจากนิวเดลีหลายพันกิโลเมตร—ที่กรุงวอชิงตัน
Financial Times ถึงกับพาดหัวหลังการประชุมว่า “Trumpism spawns rare unity at Brics summit” หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ นโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์กำลังสร้าง “ความเป็นหนึ่งเดียวที่หาได้ยาก” ให้แก่ BRICS Financial Times: Trumpism spawns rare unity at Brics summit
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ปัญหาของ BRICS ไม่ได้อยู่ที่การขาดสมาชิกหรือขาดน้ำหนักทางเศรษฐกิจ แต่อยู่ที่คำถามง่าย ๆ ว่า ประเทศที่มีผลประโยชน์และแนวคิดทางการเมืองแตกต่างกันมากขนาดนี้ จะตกลงกันได้จริงในเรื่องอะไร จีนกับอินเดียเป็นทั้งประเทศร่วมกลุ่มและคู่แข่งทางยุทธศาสตร์ รัสเซียต้องการให้ BRICS มีบทบาทท้าทายระเบียบโลกที่ตะวันตกเป็นฝ่ายนำมากขึ้น ขณะที่อินเดียพยายามรักษาความสัมพันธ์กับทั้งวอชิงตัน มอสโก และปักกิ่งไปพร้อมกัน อิหร่านอยู่ภายใต้แรงกดดันและการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ ส่วนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์กลับมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับตะวันตก
ด้วยเหตุนี้ BRICS จึงมักดูเหมือนเวทีของประเทศที่รู้ว่าตนไม่พอใจกับระเบียบโลกแบบเดิม แต่ยังไม่ได้เห็นตรงกันทั้งหมดว่า ระเบียบโลกแบบใหม่ควรมีหน้าตาอย่างไร แต่สิ่งที่เกิดขึ้นที่นิวเดลีในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา อาจกำลังเปลี่ยนสมการนั้น
ศัตรูร่วมอาจทำสิ่งที่อุดมการณ์ร่วมทำไม่ได้
ความน่าสนใจจึงไม่ได้อยู่ที่ BRICS จู่ ๆ กลายเป็นกลุ่มประเทศที่รักใคร่กลมเกลียวกัน แต่คือ นโยบายของทรัมป์กำลังสร้างแรงกดดันบางอย่างที่ประเทศเหล่านี้มีร่วมกัน นับตั้งแต่กลับเข้าสู่ทำเนียบขาว ทรัมป์ไม่ได้ปิดบังความไม่ไว้วางใจที่มีต่อ BRICS โดยเฉพาะความพยายามลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์และเพิ่มการใช้สกุลเงินท้องถิ่นในการค้า ความสัมพันธ์ระหว่างวอชิงตันกับสมาชิกหลายประเทศของ BRICS จึงไม่ได้ตึงเครียดเพียงในเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ แต่ขยายมาถึงภาษี การค้า ระบบการเงิน และการคว่ำบาตร
ในปี 2025 ทรัมป์ถึงกับขู่ว่าประเทศที่สนับสนุนสิ่งที่เขาเรียกว่า “นโยบายต่อต้านอเมริกา” ของ BRICS อาจเผชิญภาษีเพิ่มเติมอีก 10 เปอร์เซ็นต์ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวยิ่งทำให้คำถามเรื่องการลดการพึ่งพาสหรัฐฯ กลายเป็นประเด็นที่สมาชิก BRICS หลีกเลี่ยงได้ยากขึ้น
ถ้าจีนถูกกดดันทางการค้า รัสเซียถูกคว่ำบาตร อิหร่านถูกตัดออกจากระบบการเงินระหว่างประเทศ และประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ เริ่มกังวลว่าวันหนึ่งตนอาจเผชิญแรงกดดันแบบเดียวกัน ความคิดเรื่องการสร้างระบบการค้า การเงิน และการชำระเงินที่พึ่งพาสหรัฐฯ น้อยลงก็ย่อมน่าสนใจขึ้นโดยธรรมชาติ นี่ไม่ได้หมายความว่าประเทศเหล่านี้ต้องการล้มเงินดอลลาร์ในวันพรุ่งนี้ แต่มันหมายความว่า แรงจูงใจในการสร้าง “ทางเลือก” กำลังเพิ่มขึ้น
การประชุมครั้งนี้จึงให้ความสำคัญกับการชำระการค้าและการลงทุนด้วยสกุลเงินท้องถิ่น การเชื่อมโยงระบบชำระเงินข้ามพรมแดน และการขยายบทบาทของ New Development Bank มากกว่าการกระโดดไปสู่แนวคิดเรื่อง “สกุลเงิน BRICS” เพียงสกุลเดียว The Indian Express: Main takeaways from the BRICS declaration นี่อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญกว่าการประกาศสร้างเงินสกุลใหม่เสียอีก เพราะแทนที่จะพยายามล้มระบบเดิมในครั้งเดียว สมาชิก BRICS กำลังค่อย ๆ สร้างทางเลือกคู่ขนานขึ้นมาทีละส่วน
จีนกับอินเดียยังแข่งขันกัน แต่ยังนั่งโต๊ะเดียวกันได้
ภาพที่น่าสนใจอีกภาพหนึ่งจากนิวเดลีคือการที่ Xi Jinping, Narendra Modi และ Vladimir Putin สามารถแสดงภาพของความร่วมมือได้ ในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมหาอำนาจส่วนอื่นของโลกกำลังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ความสัมพันธ์จีน–อินเดียเองก็ไม่ได้ปราศจากปัญหา ทั้งสองประเทศยังมีข้อพิพาทชายแดน แข่งขันกันดึงดูดการลงทุน และมีความกังวลต่อกันในเรื่องความมั่นคงและอิทธิพลในเอเชีย
ดังนั้น การที่ทั้งสองประเทศสามารถร่วมรับรองถ้อยแถลงเดียวกันไม่ได้หมายความว่าความขัดแย้งเหล่านั้นหายไป แต่มันแสดงให้เห็นว่า BRICS สามารถทำหน้าที่เป็นพื้นที่ที่ประเทศซึ่งแข่งขันกันยังสามารถร่วมมือกันได้ในเรื่องที่มีผลประโยชน์ร่วม โดยเฉพาะเมื่อมองว่าระบบระหว่างประเทศที่มีอยู่ไม่สะท้อนน้ำหนักของประเทศกำลังพัฒนาเพียงพอ
แม้แต่อิหร่านกับ UAE ยังหาจุดร่วมได้
บททดสอบที่ยากยิ่งกว่าความสัมพันธ์จีน–อินเดีย คือความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ก่อนการประชุม Reuters มองว่าความแตกต่างระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์อาจเป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญต่อการออกถ้อยแถลงร่วมของ BRICS Reuters: India hosts BRICS summit as Iran war tests bloc unity แต่สุดท้ายสมาชิกกลับสามารถประนีประนอมถ้อยคำ และรับรองปฏิญญาร่วมที่เรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ “maximum restraint” และหันกลับไปหาการเจรจาและการทูต
ประธานาธิบดีอิหร่าน Masoud Pezeshkian ยังได้พบกับ Sheikh Khaled bin Mohamed bin Zayed Al Nahyan มกุฎราชกุมารแห่งอาบูดาบี นอกรอบการประชุมอีกด้วย นั่นไม่ได้หมายความว่า BRICS สามารถแก้สงครามในตะวันออกกลางได้ แต่ในช่วงเวลาที่คู่ขัดแย้งแทบไม่สามารถพูดคุยกันได้ การมีเวทีที่ทำให้พวกเขายังสามารถนั่งอยู่ในห้องเดียวกันก็มีความหมายทางการทูตไม่น้อย
แต่ BRICS ยังไม่ใช่ “NATO ของโลกใต้”
ตรงนี้เป็นข้อจำกัดสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม จีนและรัสเซียอาจต้องการให้ BRICS มีบทบาททางภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้น แต่สมาชิกอย่างอินเดีย บราซิล และประเทศอื่น ๆ ไม่ได้เข้าร่วมกลุ่มเพราะต้องการสร้างพันธมิตรต่อต้านสหรัฐฯ อินเดียเป็นตัวอย่างชัดเจน นิวเดลีต้องการให้ BRICS ช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองของ Global South แต่ในเวลาเดียวกัน อินเดียก็ไม่ต้องการแลกความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความมั่นคงกับตะวันตก เพื่อเข้าไปอยู่ในค่ายจีน–รัสเซีย
นี่เป็นเหตุผลที่ถ้อยคำของ Narendra Modi ในการประชุมมีความน่าสนใจ เขาพูดถึงความจำเป็นที่ Global South จะเปลี่ยนจากการเป็นเพียง “rule-takers” ไปเป็น “rule-shapers” แนวคิดนี้ไม่ได้เรียกร้องให้รื้อระเบียบโลกทั้งหมด แต่ต้องการให้ประเทศกำลังพัฒนามีส่วนร่วมในการกำหนดกติกามากขึ้น
Associated Press รายงานในทิศทางเดียวกันว่า อินเดียพยายามนำเสนอ BRICS ว่าไม่ใช่ขั้ว “ต่อต้านตะวันตก” แต่เป็นเวทีที่ต้องการเพิ่มน้ำหนักของประเทศกำลังพัฒนาในระบบโลก Associated Press: BRICS leaders voice concern over Middle East and condemn unilateral sanctions สมาชิกจำนวนมากไม่ได้ต้องการโลกที่ไม่มีสหรัฐฯ พวกเขาต้องการโลกที่สหรัฐฯ ไม่สามารถกำหนดเงื่อนไขได้เพียงฝ่ายเดียว
สิ่งที่ทรัมป์อาจกำลังทำโดยไม่ตั้งใจ
นี่จึงเป็นความย้อนแย้งของแนวคิด America First ยิ่งวอชิงตันใช้ขนาดของตลาดสหรัฐฯ เงินดอลลาร์ ภาษี และมาตรการคว่ำบาตรเป็นเครื่องมือทางนโยบายต่างประเทศมากเท่าใด ประเทศอื่นก็ยิ่งมีเหตุผลที่จะถามว่า เราจะลดการพึ่งพาเครื่องมือเหล่านี้ได้อย่างไร?
จีนเองกำลังผลักดันแนวคิด “Greater BRICS” โดยเสนอความร่วมมือที่กว้างขึ้นทั้งด้านการค้า การเงิน เทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์ รวมถึงข้อเสนอสร้าง BRICS AI Open Source Zone และความร่วมมือทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ Reuters: Xi pushes Greater BRICS economic ties to give bloc larger global role
แน่นอนว่า BRICS ยังมีความขัดแย้งภายในอีกมาก จีนกับอินเดียไม่ได้กลายเป็นพันธมิตร อิหร่านกับ UAE ไม่ได้หมดความขัดแย้ง รัสเซียและอินเดียมองความสัมพันธ์กับตะวันตกต่างกัน และสมาชิกทั้งหมดก็ไม่ได้เห็นตรงกันว่าควรท้าทายสหรัฐฯ ไปไกลเพียงใด
Financial Times เองก็ชี้ว่า แม้การประชุมครั้งนี้จะสร้างภาพของความเป็นเอกภาพอย่างที่ไม่ค่อยได้เห็นนัก แต่ความแตกต่างภายในกลุ่มยังมีอยู่มาก โดยเฉพาะคำถามว่า BRICS ควรพัฒนาไปเป็นกลุ่มความร่วมมือด้านความมั่นคงหรือไม่ และควรปรับระเบียบโลกอย่างไร Financial Times: Brics on the rise
ดังนั้น หากถามว่า “ทรัมป์กำลังช่วยให้ BRICS สามัคคีกันหรือไม่?” คำตอบอาจเป็นว่า ใช่—แต่เฉพาะในบางเรื่อง และไม่ใช่เพราะสมาชิก BRICS มองโลกเหมือนกันอย่างฉับพลัน มันคือความสามัคคีที่เกิดจากแรงกดดันภายนอก
ในทางภูมิรัฐศาสตร์ ความแตกต่างนี้สำคัญ เพราะประเทศต่าง ๆ ไม่จำเป็นต้องมีอุดมการณ์เดียวกันจึงจะร่วมมือกันได้ บางครั้งการมองว่าตนกำลังเผชิญความเสี่ยงจากระบบเดียวกัน ก็เพียงพอที่จะทำให้ประเทศที่เคยระแวงกันเริ่มมองหาผลประโยชน์ร่วม
หากนโยบายของทรัมป์ยังเดินไปในทิศทางนี้ สิ่งที่วอชิงตันควรกังวลอาจไม่ใช่ว่า BRICS จะประกาศสร้างเงินสกุลใหม่มาท้าทายดอลลาร์ในวันพรุ่งนี้ สิ่งที่น่าจับตามองกว่าคือกระบวนการที่เงียบกว่านั้น ประเทศต่าง ๆ อาจค่อย ๆ เพิ่มการค้าด้วยเงินสกุลของตน สร้างระบบชำระเงินทางเลือก ขยายแหล่งเงินทุนใหม่ สร้างความร่วมมือด้านเทคโนโลยี และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาระบบที่สหรัฐฯ มีอิทธิพลอยู่ทีละเล็กทีละน้อย
จนวันหนึ่ง คำถามอาจไม่ใช่อีกต่อไปว่า BRICS สามารถแทนที่ระเบียบโลกที่สหรัฐฯ เป็นผู้นำได้หรือไม่ แต่เป็นว่า โลกยังจำเป็นต้องพึ่งระเบียบเดิมมากเท่าเดิมหรือเปล่า และหากคำตอบในอนาคตคือ “ไม่” โดนัลด์ ทรัมป์อาจกลายเป็นหนึ่งในคนที่ช่วยเร่งกระบวนการนั้นขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจ



