← บทความทั้งหมดRosenun.com
วารสารอิสระเพื่อความรู้และสังคมKUALA LUMPUR · SEPTEMBER 2026
สถานการณ์โลก & ภูมิรัฐศาสตร์

กาซา 2026: ศพใต้ซาก ผู้พลัดถิ่นนับล้าน และยุโรปที่เริ่มหันหลังให้อิสราเอล

เกือบสามปีหลังสงครามเริ่มต้นขึ้น กาซาในปี 2026 คือดินแดนที่ผู้คนจำนวนมากยังอาศัยอยู่ท่ามกลางซากอาคาร เต็นท์ชั่วคราว และระบบสาธารณูปโภคที่แทบไม่เหลือสภาพเดิม โรงพยาบาลยังต้องพึ่งเครื่องปั่นไฟ ครอบครัวจำนวนมากยังไม่มีบ้านให้กลับ และใต้กองซากทั่วทั้งฉนวนกาซา ยังมีผู้เสียชีวิตอีกหลายพันคนที่รอการค้นพบ แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิงมาตั้งแต่ปลายปี 2025 แต่ความตายและความสูญเสียยังไม่ได้หยุดลง ขณะเดียวกัน นอกกาซา ท่าทีของพันธมิตรยุโรปบางประเทศต่ออิสราเอลก็กำลังเปลี่ยนจากคำวิจารณ์ไปสู่มาตรการทางการเมืองและเศรษฐกิจที่ชัดเจนขึ้น นี่คือภาพของกาซาในวันนี้—เมืองที่สงครามใหญ่อาจเบาลง แต่ผลกระทบของมันยังคงมีต่อไป...

โดย Rosenun·14 Sep 2026·3 นาทีในการอ่าน·42 ครั้งที่อ่าน
กาซา 2026: ศพใต้ซาก ผู้พลัดถิ่นนับล้าน และยุโรปที่เริ่มหันหลังให้อิสราเอล

สำหรับผู้คนในกาซา สงครามล้างเผ่าพันธุ์ไม่ได้สิ้นสุดลงเพราะมีการลงนามในข้อตกลงหยุดยิง ตราบใดที่การโจมตียังเกิดขึ้น ผู้พลัดถิ่นยังไม่มีบ้านให้กลับ และศพของผู้เสียชีวิตยังถูกขุดขึ้นมาจากใต้ซากอาคารทีละรายๆ

เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา หน่วยกู้ภัยปาเลสไตน์ใช้เวลาราวสองสัปดาห์ค้นหาซากของผู้เสียชีวิตจากโซนที่อยู่อาศัยแห่งหนึ่งในย่าน As Sabra ทางตอนใต้ของ Gaza City ซึ่งถูกโจมตีตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2023 ผลจากการค้นหาพบร่างผู้เสียชีวิต 112 คน ในจำนวนนี้มีเด็ก 40 คน ผู้หญิง 38 คน และผู้พิการ 7 คน แต่ยังมีผู้เสียชีวิตอีก 157 คนจากเหตุการณ์เดียวกันที่ยังไม่สามารถค้นพบร่างได้ ตามข้อมูลที่ OCHA อ้างจาก Palestinian Civil Defence.

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ศพอีก 50 คน รวมเด็ก 19 คน ซึ่งเสียชีวิตมากกว่าสองปีก่อน เพิ่งได้รับการฝังหลังถูกนำขึ้นมาจากใต้ซากอาคารใน Gaza City และการค้นหาเหล่านี้ยังไม่ใกล้สิ้นสุด

ซากปรักหักพัง 61 ล้านตัน

องค์การสหประชาชาติประเมินว่าการโจมตีกาซาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2023 ทิ้งซากอาคารและเศษวัสดุไว้ประมาณ 61 ล้านตัน และการเก็บกวาดทั้งหมดอาจใช้เวลาถึงเจ็ดปี หน่วยงานปาเลสไตน์ประเมินว่ายังมีผู้เสียชีวิตหรือผู้สูญหายมากกว่า 8,000 คน อยู่ใต้กองซากเหล่านี้ ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตที่กระทรวงสาธารณสุขในกาซารายงานมีมากกว่า 73,000 คนแล้วในช่วงต้นเดือนกันยายน 2026

ยอดผู้เสียชีวิตในกาซายังอาจเพิ่มขึ้นอีก เพราะยังมีผู้สูญหายและร่างผู้เสียชีวิตอยู่ใต้ซากอาคารเป็นจำนวนมาก

ภาพนี้เห็นได้ชัดจากเหตุการณ์ต้นเดือนกันยายน เมื่อ Al Jazeera รายงานว่า ทีมกู้ภัยใน Gaza City สามารถนำร่างชาวปาเลสไตน์ 55 คน ซึ่งเป็นสมาชิกครอบครัว Malaka ขึ้นมาจากซากบ้านที่ถูกโจมตีตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2023 การค้นหาเป็นไปอย่างล่าช้าและต้องใช้แรงคนเป็นหลัก เพราะหน่วยกู้ภัยยังขาดเครื่องจักรหนักสำหรับยกแผ่นคอนกรีตและเศษอาคารจำนวนมหาศาล Al Jazeera: Gaza teams recover remains of 55 people nearly 3 years after Israeli strike

วันถัดมา Al Jazeera รายงานพิธีฝังร่างผู้เสียชีวิตประมาณ 100 คน ที่เพิ่งถูกนำขึ้นมาจากซากบ้านหลายแห่งในย่าน Zeitoun ของ Gaza City หลายคนเป็นสมาชิกของครอบครัว Malaka ที่เพิ่งถูกค้นพบก่อนหน้านั้น ดังนั้นตัวเลข 100 คนนี้จึงไม่ควรนำไปบวกกับ 55 คนในรายงานวันก่อนหน้าโดยตรง แต่เหตุการณ์ทั้งสองสะท้อนสิ่งเดียวกันว่า การค้นหาร่างผู้เสียชีวิตจากการโจมตีเมื่อหลายปีก่อนยังคงดำเนินอยู่ในปี 2026 Al Jazeera: Palestinians in Gaza bury remains of 100 people recovered from rubble

Al Jazeera ยังรายงานคำให้ข้อมูลของหัวหน้าหน่วยป้องกันพลเรือนกาซาว่า หากมีเครื่องจักรหนักเพียงพอ เจ้าหน้าที่อาจสามารถนำร่างที่เชื่อว่ายังติดอยู่ใต้ซากขึ้นมาได้อีกหลายพันคนภายในเวลาไม่กี่เดือน แต่หากยังต้องทำงานด้วยทรัพยากรที่มีอยู่ กระบวนการดังกล่าวอาจยืดเยื้อออกไปอีกหลายปี Al Jazeera: Palestine weekly — bodies continue to be recovered from Gaza rubble

Francesca Albanese ผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติว่าด้วยสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในดินแดนปาเลสไตน์ เตือนเมื่อวันที่ 7 กันยายนว่า การเก็บกวาดซากโดยไม่มีกระบวนการทางนิติวิทยาศาสตร์อย่างเหมาะสม อาจไม่เพียงทำให้ไม่สามารถระบุร่างของผู้เสียชีวิตได้ แต่ยังอาจทำลายหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวนอาชญากรรมสงครามในอนาคตด้วย

อิสราเอลไม่ได้ตอบข้อกล่าวหาครั้งล่าสุดของ Albanese แต่ที่ผ่านมาได้ปฏิเสธคำวิจารณ์ของเธออย่างรุนแรง และยืนยันว่ากองทัพพยายามหลีกเลี่ยงการสูญเสียของพลเรือน ขณะที่กล่าวหาว่า Hamas ใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์ ซึ่ง Hamas ปฏิเสธ

โรงพยาบาลกับการขาดแคลนพลังงาน

วิกฤตพลังงานเป็นปัญหาที่ซ้ำเติมอีก กาซาไม่มีไฟฟ้าจากโครงข่ายตามปกติมาตั้งแต่สงครามเริ่มต้นในเดือนตุลาคม 2023 โรงพยาบาล สถานีสูบน้ำ ระบบบำบัดน้ำเสีย และบ้านเรือนจำนวนมากจึงต้องพึ่งเครื่องปั่นไฟ

แต่ในเดือนกันยายน 2026 Reuters รายงานว่า โรงพยาบาลกำลังขาดทั้งน้ำมันเครื่อง อะไหล่ และเชื้อเพลิง จนต้องใช้เครื่องปั่นไฟเกินรอบการบำรุงรักษา โรงพยาบาล Nasser ถึงขั้นต้องสลับจ่ายไฟระหว่างอาคารเพื่อให้ระบบที่จำเป็นที่สุดยังทำงานต่อไปได้

OCHA ระบุข้อมูลจากกลไก UN 2720 ว่า นับตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม มีน้ำมันเครื่องที่ได้รับอนุมัติให้นำเข้าเพียง 13,445 ลิตร ขณะที่อีกกว่า 92,000 ลิตรยังรอการอนุมัติ ซึ่งกระทบทั้งโรงพยาบาล ระบบน้ำ สุขาภิบาล และการจัดการขยะ

อิสราเอลระบุว่ามีกลไกสำหรับอนุญาตให้สิ่งของจำเป็น เข้าสู่กาซาภายใต้การตรวจสอบ เพื่อป้องกันไม่ให้ Hamas นำไปใช้ทางทหาร แต่หน่วยงานด้านมนุษยธรรมระบุว่าปริมาณและความรวดเร็วของสิ่งของที่เข้ามายังไม่เพียงพอต่อความต้องการ

หยุดยิงแค่บนกระดาษ แต่สงครามล้างเผ่าพันธุ์ในกาซายังไม่หยุด

นี่เป็นจุดที่สถานการณ์ปี 2026 มีความซับซ้อน ข้อตกลงหยุดยิงในเดือนตุลาคม 2025 ทำให้การสู้รบขนาดใหญ่ตลอดสองปีลดลงอย่างมาก แต่ไม่ได้ทำให้การโจมตีหยุดทั้งหมด ข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขกาซาที่ OCHA อ้างถึงระบุว่า ตั้งแต่ประกาศข้อตกลงหยุดยิงเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2025 จนถึงต้นเดือนกันยายน 2026 มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตเพิ่มอีก 1,358 คน และบาดเจ็บ 4,541 คน ทั้งจากการโจมตี ผู้ที่เสียชีวิตจากบาดแผล และร่างที่ถูกนำขึ้นมาจากใต้ซาก

Al Jazeera ใช้คำว่า “Israel’s genocidal war on Gaza” ในการรายงานสถานการณ์ ขณะที่คณะกรรมาธิการไต่สวนอิสระของสหประชาชาติและองค์กรสิทธิมนุษยชนหลายแห่ง ก็ได้สรุปว่าการกระทำของอิสราเอลในกาซาเข้าข่ายการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ แม้รัฐบาลอิสราเอลจะปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว และศาลยุติธรรมระหว่างประเทศยังไม่มีคำพิพากษาสุดท้ายในคดีนี้

Reuters รายงานเช่นกันว่า การหยุดยิงสามารถยุติการสู้รบใหญ่ได้ แต่ไม่สามารถยุติการโจมตีของอิสราเอลทั้งหมด โดยตั้งแต่เดือนตุลาคม 2025 มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตมากกว่า 1,250 คน ขณะที่ทหารอิสราเอลเสียชีวิตจากการโจมตีของฝ่ายปาเลสไตน์ 4 นายในช่วงเวลาเดียวกัน

ดังนั้นคำถามว่า “สงครามกาซาจะจบเมื่อไร?”  จึงยังไม่มีคำตอบ

แผนที่สหรัฐฯ ผลักดันเสนอให้ยุติปฏิบัติการทางทหาร ปลดอาวุธ Hamas ถอนกำลังอิสราเอลออกจากกาซา และเปลี่ยนผ่านไปสู่รัฐบาลพลเรือนปาเลสไตน์ใหม่ Hamas ระบุว่ายอมรับกรอบดังกล่าวโดยมีเงื่อนไขว่าอิสราเอลต้องถอนกำลังและยุติการโจมตี แต่ Benjamin Netanyahu กล่าวเมื่อวันที่ 9 สิงหาคมว่าแผนฉบับล่าสุด “ยอมรับไม่ได้” โดยเฉพาะข้อจำกัดเกี่ยวกับการโจมตีผู้นำ Hamas ขณะที่การเจรจาผ่านอียิปต์ กาตาร์ ตุรกี และสหรัฐฯ ยังคงดำเนินต่อ

นั่นหมายความว่า กลไกสำหรับยุติสงครามมีอยู่ แต่ข้อตกลงทางการเมืองที่ทุกฝ่ายยอมรับยังไม่มี

และตราบใดที่ปัญหาเรื่องการถอนทหาร การปลดอาวุธ Hamas การปกครองกาซาหลังสงคราม และหลักประกันด้านความมั่นคงของอิสราเอลยังไม่ได้ข้อยุติ การหยุดยิงในปัจจุบันก็ยังมีลักษณะเป็นสภาวะชั่วคราวมากกว่าสันติภาพถาวร

ยุโรปเริ่มเปลี่ยนจากคำพูดเป็นมาตรการ

ขณะเดียวกัน สิ่งที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดนอกกาซาคือท่าทีของพันธมิตรตะวันตกบางประเทศต่ออิสราเอล  เมื่อวันที่ 8 กันยายน รัฐมนตรีต่างประเทศของ 12 ประเทศ ได้แก่ แคนาดา เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส ไอซ์แลนด์ ไอร์แลนด์ นอร์เวย์ โปแลนด์ โปรตุเกส สเปน สวีเดน และสหราชอาณาจักร ประกาศว่าพวกเขาจะดำเนินมาตรการระดับชาติ หรือสนับสนุนมาตรการของยุโรปเพื่อจำกัดการค้าสินค้าจากนิคมอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์ ซึ่งถูกมองว่าผิดกฎหมายภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ Al Jazeera: UK, France among 12 states backing sanctions on illegal Israeli settlements

อังกฤษไปไกลกว่านั้น   โดยประกาศห้ามนำเข้าสินค้าจากนิคมอิสราเอล พร้อมมาตรการต่อธุรกิจ องค์กร และบุคคลที่มีส่วนสนับสนุนการขยายตัวของนิคม รวมถึงการคว่ำบาตรผู้ตั้งถิ่นฐานหัวรุนแรงบางราย รัฐมนตรีต่างประเทศ Ed Miliband ระบุว่า อังกฤษไม่สามารถทำแค่ “ชี้ให้เห็น” ความอยุติธรรมและความทุกข์ได้อีก แต่ต้องลงมือจริง 

อย่างไรก็ตาม Al Jazeera ตั้งข้อสังเกตว่า แม้มาตรการดังกล่าวมีความหมายทางการเมืองสูง แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยตรงอาจยังจำกัด เพราะคำสั่งห้ามมุ่งไปที่ สินค้าและกิจกรรมจากนิคมในดินแดนยึดครอง ไม่ใช่การตัดความสัมพันธ์ทางการค้ากับอิสราเอลทั้งหมด Al Jazeera: UK bans goods from Israeli West Bank settlements — what that really means

ฝรั่งเศสใช้เหตุผลในทิศทางเดียวกัน โดยรัฐมนตรีต่างประเทศ Jean-Noël Barrot กล่าวถึงการขยายตัวอย่างรวดเร็วของนิคม ความรุนแรงต่อชาวปาเลสไตน์ และโครงการ E1 ซึ่งฝรั่งเศสมองว่ากำลังทำลายความเป็นไปได้ของการจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์ที่สามารถดำรงอยู่ได้

อิสราเอลตอบโต้อย่างรุนแรง โดยประกาศปิดสถานกงสุลอังกฤษในเยรูซาเล็มตะวันออก ตัดอังกฤษออกจากภารกิจประสานงานบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับกาซา และกล่าวหาว่ารัฐบาลอังกฤษดำเนินนโยบายที่เป็นปฏิปักษ์ต่ออิสราเอล  สิ่งเหล่านี้อาจยังไม่ใช่ “การหันหลังให้อิสราเอล” อย่างเต็มตัว แต่เมื่อเปรียบเทียบกับท่าทีของประเทศตะวันตกจำนวนมากในช่วงแรกหลังเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2023 การเปลี่ยนแปลงนั้นชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ

แต่ยุโรปยังไม่เป็นหนึ่งเดียว

ประเด็นนี้สำคัญมาก แม้ฝรั่งเศส อังกฤษ สเปน และประเทศยุโรปอีกหลายแห่งจะแข็งกร้าวขึ้น แต่อียูในฐานะกลุ่มยังไม่สามารถตกลงกันได้ว่าจะใช้มาตรการระดับใดกับอิสราเอล คณะกรรมาธิการยุโรปเคยเสนอให้ระงับสิทธิพิเศษด้านการค้าบางส่วนภายใต้ EU–Israel Association Agreement แต่ข้อเสนอดังกล่าวยังไม่สามารถรวบรวมเสียงสนับสนุนจากประเทศสมาชิกได้เพียงพอ ฝรั่งเศสยอมรับตรง ๆ ว่า ความพยายามผลักดันมาตรการร่วมของ EU ยังติดขัด โดยเฉพาะจากการคัดค้านของเยอรมนี 

เยอรมนียังคงเป็นตัวอย่างชัดเจนของความแตกต่างนี้ แม้เบอร์ลินเคยระงับการส่งออกอาวุธบางส่วนไปยังอิสราเอลในปี 2025 แต่ภายหลังได้กลับมาส่งออกอีก และเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2026 เยอรมนียังขอให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศยกคำร้องของนิการากัวที่กล่าวหาเยอรมนี ว่าละเมิดพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จากการสนับสนุนอาวุธแก่อิสราเอล

ดังนั้นคำว่า “ยุโรปกำลังหันหลังให้อิสราเอล” ยังคงเป็นแนวโน้มทางการเมืองที่กำลังขยายตัว ไม่ใช่การเปลี่ยนจุดยืนพร้อมกันทั้งทวีป  บางประเทศกำลังเดินไปไกลกว่าคำประณาม บางประเทศยังลังเล และบางประเทศยังคงให้ความสำคัญอย่างมากกับความมั่นคงของอิสราเอล

ในวันนี้กาซาอาจไม่ได้อยู่ในภาวะสงครามเต็มรูปแบบเหมือนเดิม แต่ก็ยังห่างไกลจากคำว่าสันติภาพ ผู้คนจำนวนมากยังไร้บ้าน โรงพยาบาลยังทำงานท่ามกลางข้อจำกัด และศพของผู้เสียชีวิตยังคงถูกค้นพบจากใต้ซากอาคารอยู่เรื่อยๆ 

คำถาม.....โลกได้รับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นในกาซามากพอหรือยัง

และโลกจะยังคงมองดูต่อไปอีกนานแค่ไหน สิ่งที่ทำอยู่ในวันนี้ มากพอแล้วจริงหรือ