← บทความทั้งหมดRosenun.com
วารสารอิสระเพื่อความรู้และสังคมKUALA LUMPUR · SEPTEMBER 2026
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

จากสนามรบสู่คูหาเลือกตั้ง: บังซาโมโรกับการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์

หลังความขัดแย้ง การต่อสู้ด้วยอาวุธ และการเจรจาสันติภาพที่ดำเนินมายาวนานหลายทศวรรษ เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2026 ชาวบังซาโมโรในภาคใต้ของฟิลิปปินส์ได้เข้าสู่คูหาเพื่อเลือกรัฐสภาของตนเองเป็นครั้งแรก การเลือกตั้งครั้งนี้จึงมีความหมายมากกว่าการเลือกนักการเมืองชุดใหม่ เพราะเป็นอีกก้าวหนึ่งของการเปลี่ยนสนามความขัดแย้งจากอาวุธไปสู่การเมืองและกระบวนการประชาธิปไตย

โดย Rosenun·15 Sep 2026·4 นาทีในการอ่าน·371 ครั้งที่อ่าน
จากสนามรบสู่คูหาเลือกตั้ง: บังซาโมโรกับการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์


เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2026 ประชาชนใน Bangsamoro Autonomous Region in Muslim Mindanao หรือ BARMM ทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์ ออกมาใช้สิทธิในการเลือกตั้งรัฐสภาระดับภูมิภาคเป็นครั้งแรก

มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งประมาณ 2.393 ล้านคน การเลือกตั้งครั้งนี้มีสมาชิกรัฐสภา 80 ที่นั่ง แบ่งเป็นผู้แทนจากพรรคการเมือง 40 ที่นั่ง ผู้แทนเขต 32 ที่นั่ง และผู้แทนภาคส่วนต่าง ๆ 8 ที่นั่ง เมื่อได้รัฐสภาแล้ว สมาชิกรัฐสภาจะเป็นผู้เลือก Chief Minister ซึ่งทำหน้าที่เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารของบังซาโมโรอีกทอดหนึ่ง

นี่จึงไม่ใช่เพียงการเลือกตั้งท้องถิ่นแบบทั่วไป แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านจาก Bangsamoro Transition Authority หรือรัฐบาลเฉพาะกาลที่ทำหน้าที่บริหารพื้นที่มาตั้งแต่การก่อตั้ง BARMM ไปสู่รัฐบาลที่มีที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรงเป็นครั้งแรก

สำหรับคนที่ไม่ได้ติดตามการเมืองฟิลิปปินส์มาก่อน ชื่อ “บังซาโมโร” อาจเป็นชื่อที่ไม่คุ้นเคยนัก แต่เบื้องหลังคำนี้คือประวัติศาสตร์ที่ยาวนานหลายร้อยปี และเป็นหนึ่งในความขัดแย้งที่ซับซ้อนที่สุดในแห่งหนึ่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ก่อนจะมีฟิลิปปินส์ มีรัฐมุสลิมอยู่ที่นี่แล้ว

ชุมชนมุสลิมในมินดาเนาและหมู่เกาะซูลูไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นหลังการก่อตั้งประเทศฟิลิปปินส์

อิสลามเดินทางมาถึงบริเวณนี้ผ่านเครือข่ายการค้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก่อนที่สเปนจะเดินทางมาถึงหมู่เกาะฟิลิปปินส์หลายชั่วอายุคน และในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 15 ได้เกิดรัฐสุลต่านขึ้นในซูลู ก่อนที่รัฐสุลต่านและการปกครองแบบอิสลามจะพัฒนาขึ้นในพื้นที่มินดาเนาในเวลาต่อมา

รัฐสุลต่านซูลูและมากินดาเนามีระบบการปกครอง กฎหมาย เครือข่ายการค้า และความสัมพันธ์กับรัฐต่าง ๆ ในโลกมลายูของตนเอง เมื่อสเปนเริ่มขยายอำนาจมายังหมู่เกาะแห่งนี้ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 จึงไม่ได้พบเพียงชุมชนกระจัดกระจาย แต่พบสังคมมุสลิมที่มีโครงสร้างทางการเมืองอยู่ก่อนแล้ว

และตรงนี้เองที่คำว่า “Moro” เริ่มเข้ามาเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ของพื้นที่

คำว่า “โมโร” มาจากไหน?

คำว่า Moro ไม่ใช่ชื่อของชนเผ่าหรือกลุ่มชาติพันธุ์ใดกลุ่มหนึ่งแต่เดิม

คำนี้มาจากภาษาสเปน Moro ซึ่งมีรากเดียวกับคำว่า Moor ที่ชาวยุโรปเคยใช้เรียกชาวมุสลิมในแอฟริกาเหนือและคาบสมุทรไอบีเรีย เมื่อชาวสเปนเดินทางมาถึงหมู่เกาะฟิลิปปินส์ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 และพบชุมชนมุสลิมในมินดาเนาและซูลู พวกเขาจึงนำชื่อที่คุ้นเคยจากประวัติศาสตร์ของตนมาเรียกชาวมุสลิมเหล่านี้ว่า “Moro” เช่นกัน

ในระยะแรก ชื่อนี้เป็นคำที่มาจากสายตาของผู้ปกครองอาณานิคม ไม่ใช่อัตลักษณ์ร่วมที่คนทุกกลุ่มในพื้นที่ใช้เรียกตัวเอง

เพราะในความเป็นจริง ชาวมุสลิมทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์ประกอบด้วยหลายกลุ่มชาติพันธุ์ มีภาษาและวัฒนธรรมแตกต่างกัน เช่น Tausug, Maguindanaon, Maranao, Sama และกลุ่มอื่น ๆ Tausug ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ในพื้นที่ซูลูจึงเป็นกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่ง ไม่ได้มีความหมายเดียวกับคำว่า Moro ทั้งหมด

แต่เมื่อเวลาผ่านไป โดยเฉพาะในช่วงการเคลื่อนไหวทางการเมืองในคริสต์ศตวรรษที่ 20 คำว่า Moro ถูกนำกลับมาใช้โดยขบวนการของชาวมุสลิมเอง เพื่อสร้างอัตลักษณ์ร่วมเหนือความแตกต่างระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ งานวิชาการอธิบายว่าแนวคิด Moro ในยุคใหม่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรวมชุมชนมุสลิมหลายกลุ่มในมินดาเนา ซูลู และปาลาวันเข้าภายใต้กรอบการเมืองร่วมกัน

คำว่า Bangsamoro จึงเกิดขึ้นจากคำว่า bangsa ซึ่งใช้ในโลกมลายูในความหมายประมาณว่า “ชนชาติ” หรือ “เชื้อชาติ” รวมกับคำว่า Moro

ในความหมายทางการเมืองสมัยใหม่ Bangsamoro จึงไม่ได้หมายถึงชนเผ่าหนึ่ง แต่หมายถึงอัตลักษณ์ร่วมของประชาชนที่มีประวัติศาสตร์เชื่อมโยงกับชุมชนมุสลิมดั้งเดิมในมินดาเนาและหมู่เกาะโดยรอบ รัฐบาลฟิลิปปินส์เองอธิบายว่า Bangsamoro เป็น อัตลักษณ์ ไม่ใช่สัญชาติ และสามารถใช้เรียกทั้งประชาชนและหน่วยการปกครองตนเองที่พัฒนาขึ้นจากกระบวนการสันติภาพได้

ความขัดแย้งที่ยาวนานหลายศตวรรษ

เมื่อสเปนเริ่มเข้าควบคุมหมู่เกาะฟิลิปปินส์ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 รัฐและชุมชนมุสลิมในมินดาเนาและซูลูต่อต้านการขยายอำนาจของสเปนอย่างต่อเนื่อง จนเกิดการสู้รบที่ในประวัติศาสตร์มักเรียกรวม ๆ ว่า Moro Wars

แม้สเปนจะปกครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของหมู่เกาะฟิลิปปินส์เป็นเวลาหลายศตวรรษ แต่การควบคุมสังคมมุสลิมในมินดาเนาและซูลูทำได้อย่างจำกัดเมื่อเทียบกับพื้นที่ตอนเหนือของประเทศ

หลังสงครามสเปน–อเมริกาในปี 1898 สหรัฐอเมริกาเข้าครอบครองฟิลิปปินส์ รวมถึงมินดาเนาและซูลู ก่อนที่พื้นที่เหล่านี้จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของสาธารณรัฐฟิลิปปินส์หลังประเทศได้รับเอกราชในปี 1946

แต่คำถามเรื่องที่ดิน อัตลักษณ์ การมีส่วนร่วมทางการเมือง และสิทธิในการปกครองตนเองของชาวมุสลิมในภาคใต้ไม่ได้หายไปพร้อมการสิ้นสุดของยุคอาณานิคม

รัฐบาลฟิลิปปินส์เองยอมรับว่าความไม่พอใจสะสมมาจากหลายปัจจัย ทั้งการสูญเสียที่ดิน การย้ายประชากรจากพื้นที่อื่นเข้ามายังมินดาเนา ความยากจน การถูกกีดกันทางสังคม และความรู้สึกว่าอัตลักษณ์และสิทธิของประชาชนในพื้นที่ไม่ได้รับการยอมรับอย่างเพียงพอ

ความตึงเครียดเหล่านี้ปะทุขึ้นอย่างชัดเจนอีกครั้งในช่วงปลายทศวรรษ 1960

จาก MNLF สู่ MILF

เหตุการณ์ Jabidah ในปี 1968 กลายเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่กระตุ้นกระแสชาตินิยมโมโร และในช่วงต้นทศวรรษ 1970 Moro National Liberation Front หรือ MNLF ภายใต้การนำของ Nur Misuari กลายเป็นขบวนการติดอาวุธสำคัญที่ต่อสู้กับรัฐบาลของประธานาธิบดี Ferdinand Marcos

การสู้รบดำเนินไปอย่างรุนแรง ก่อนรัฐบาลฟิลิปปินส์และ MNLF จะเริ่มการเจรจาและลงนาม Tripoli Agreement ที่ลิเบียเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 1976 โดยมีเป้าหมายสร้างเขตปกครองตนเองในพื้นที่ภาคใต้ของฟิลิปปินส์

แต่การดำเนินการตามข้อตกลงเกิดความขัดแย้งระหว่างสองฝ่าย และการต่อสู้ยังไม่สิ้นสุด

ในเวลาเดียวกัน ความแตกต่างภายใน MNLF เริ่มชัดเจนขึ้น กลุ่มของ Hashim Salamat แยกออกจาก MNLF ในปี 1977 และต่อมาก่อตั้ง Moro Islamic Liberation Front หรือ MILF อย่างเป็นทางการในปี 1984

จากนั้นรัฐบาลฟิลิปปินส์ต้องเผชิญกับกระบวนการสันติภาพที่ดำเนินไปหลายเส้นทาง

ในปี 1989 มีการจัดตั้ง Autonomous Region in Muslim Mindanao หรือ ARMM เป็นเขตปกครองตนเองสำหรับพื้นที่มุสลิม ขณะที่รัฐบาลกับ MNLF ลงนาม Final Peace Agreement ในปี 1996 เพื่อดำเนินการตามข้อตกลง Tripoli ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

แต่ความขัดแย้งกับ MILF ยังคงดำเนินต่อไป

จากสนามรบกลับสู่โต๊ะเจรจา

รัฐบาลฟิลิปปินส์และ MILF เริ่มกระบวนการเจรจาอย่างเป็นทางการในช่วงทศวรรษ 1990 และแม้จะมีทั้งช่วงของการหยุดยิงและการกลับไปสู่การสู้รบ แต่ทั้งสองฝ่ายยังคงพยายามหาข้อตกลงทางการเมือง

ในกระบวนการนี้ มาเลเซียมีบทบาทในฐานะ Third Party Facilitator ช่วยประสานการเจรจาระหว่างรัฐบาลฟิลิปปินส์กับ MILF จนกระบวนการสามารถเดินหน้ามาถึงข้อตกลงสำคัญหลายฉบับ รัฐบาลฟิลิปปินส์ได้กล่าวถึงบทบาทของมาเลเซียอย่างเป็นทางการว่าเป็นผู้มีส่วนช่วยต่อความสำเร็จของการเจรจาสันติภาพ

เดือนตุลาคม 2012 ทั้งสองฝ่ายลงนาม Framework Agreement on the Bangsamoro และในวันที่ 27 มีนาคม 2014 รัฐบาลฟิลิปปินส์กับ MILF ลงนาม Comprehensive Agreement on the Bangsamoro หรือ CAB

ข้อตกลงดังกล่าวถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เพราะ MILF ยอมละทิ้งเป้าหมายการจัดตั้งรัฐเอกราช แลกกับระบบปกครองตนเองที่มีอำนาจมากขึ้นภายใต้รัฐฟิลิปปินส์

นี่คือรากฐานสำคัญของ BARMM ในเวลาต่อมา

จากข้อตกลงสันติภาพสู่ BARMM

แต่การลงนามในปี 2014 ยังไม่ทำให้บังซาโมโรเกิดขึ้นทันที

กระบวนการต้องใช้เวลาอีกหลายปี จนมีการประกาศใช้ Bangsamoro Organic Law ในปี 2018 และจัดประชามติในปี 2019 ก่อนจะเกิด Bangsamoro Autonomous Region in Muslim Mindanao — BARMM ขึ้นแทน ARMM เดิม

พื้นที่ใหม่นี้ได้รับอำนาจปกครองตนเองด้านการเมืองและการคลังมากกว่าโครงสร้างเดิม และใช้ระบบรัฐสภาในระดับภูมิภาค

ปัจจุบัน BARMM ประกอบด้วย Basilan, Lanao del Sur, Maguindanao del Norte, Maguindanao del Sur และ Tawi-Tawi รวมทั้งเมือง Cotabato, Marawi และ Lamitan และพื้นที่บางส่วนของ North Cotabato ส่วน Sulu ซึ่งมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์ของชาวโมโร ไม่ได้อยู่ใน BARMM ปัจจุบัน หลังศาลสูงฟิลิปปินส์มีคำวินิจฉัยในปี 2024 ให้นำ Sulu ออกจากเขตปกครองตนเอง เนื่องจากประชาชนในจังหวัดลงคะแนนไม่รับรอง Bangsamoro Organic Law ในประชามติปี 2019

นับตั้งแต่ก่อตั้ง BARMM พื้นที่ถูกบริหารโดย Bangsamoro Transition Authority ซึ่งเป็นรัฐบาลเฉพาะกาล มีอดีตผู้นำและสมาชิก MILF จำนวนหนึ่งเข้ามาทำงานในระบบการเมืองแทนการต่อสู้ด้วยอาวุธ

เป้าหมายปลายทางประการหนึ่งของช่วงเปลี่ยนผ่านคือการจัดการเลือกตั้ง เพื่อให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินว่าใครควรบริหารบังซาโมโร

แต่การเลือกตั้งถูกเลื่อนหลายครั้ง จากทั้งปัญหาทางกฎหมาย การแบ่งเขตเลือกตั้ง และผลจากคำตัดสินเรื่อง Sulu จนในที่สุดวันที่ 14 กันยายน 2026 ก็กลายเป็นวันเลือกตั้งรัฐสภาครั้งแรกของ BARMM

วันที่บังซาโมโรเข้าสู่คูหา

บรรยากาศการเลือกตั้งส่วนใหญ่ดำเนินไปได้ แม้ยังมีเหตุรุนแรงและความผิดปกติในบางพื้นที่

AP รายงานว่ามีผู้เสียชีวิตจากเหตุรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งใน Cotabato ขณะที่เมือง Maluso บนเกาะ Basilan ต้องเลื่อนการลงคะแนนบางส่วน หลังเจ้าหน้าที่พบการระบายคะแนนไว้ล่วงหน้าในบัตรเลือกตั้งจำนวนหนึ่ง คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงสั่งพิมพ์บัตรใหม่ ขณะเดียวกันมีทหารและตำรวจมากกว่า 20,000 นายถูกส่งไปรักษาความปลอดภัยทั่วภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม ภาพใหญ่ของวันที่ 14 กันยายนยังคงแตกต่างอย่างมากจากอดีต

คนที่เคยอยู่ในพื้นที่ซึ่งข่าวจากโลกภายนอกมักเกี่ยวข้องกับการสู้รบและกองกำลังติดอาวุธ กำลังเข้าแถวหน้าหน่วยเลือกตั้งเพื่อเลือกสมาชิกสภาของตนเอง

และในวันที่ 15 กันยายน ผลอย่างไม่เป็นทางการเริ่มทำให้เห็นภาพของรัฐสภาชุดแรก

จากข้อมูล GMA News เมื่อเวลา 15.59 น. Bangsamoro Federalist Party (BFP) นำด้วยคะแนนประมาณ 35.1% ตามด้วย United Bangsamoro Justice Party (UBJP) 32.4% และ BARMM Grand Coalition (BGC) 20.6% ส่วน Raayat Democratic Party ได้ประมาณ 3.6%

จากคะแนนดังกล่าว BFP ถูกคาดว่าจะได้อย่างน้อย 15 ที่นั่งในระบบพรรค UBJP 14 ที่นั่ง และ BGC 8 ที่นั่ง โดยผลดังกล่าวยังเป็นเพียงผลบางส่วนและไม่เป็นทางการ ขณะที่ผลของผู้แทนเขตและผู้แทนภาคส่วนต่าง ๆ กำลังทยอยประกาศ

นั่นหมายความว่า ณ เวลานี้ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าใครจะควบคุมรัฐสภาหรือใครจะได้เป็น Chief Minister เพราะการจัดตั้งเสียงข้างมากและความร่วมมือระหว่างกลุ่มการเมืองต่าง ๆ ยังเป็นสิ่งที่ต้องติดตามต่อไป

การเลือกตั้งไม่ใช่จุดจบทันที แต่เป็นโอกาสเริ่มต้นใหม่

การเลือกตั้งครั้งแรกไม่ได้หมายความว่าปัญหาของบังซาโมโรสิ้นสุดลงแล้ว

กระบวนการปลดอาวุธของอดีตนักรบยังไม่เสร็จสมบูรณ์ พื้นที่ยังมีปัญหาความขัดแย้งระหว่างตระกูลการเมือง กลุ่มติดอาวุธที่อยู่นอกกระบวนการสันติภาพ ความยากจน และความท้าทายด้านการพัฒนา

นับตั้งแต่ความขัดแย้งสมัยใหม่เริ่มรุนแรงขึ้นในทศวรรษ 1970 การสู้รบและความรุนแรงในภาคใต้ของฟิลิปปินส์ทำให้ทั้งพลเรือนและผู้สู้รบเสียชีวิตรวมกันราว 150,000 คน ตามข้อมูลที่ AP รายงาน และยังทำให้ภูมิภาคแห่งนี้ต้องแบกรับผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมต่อเนื่องมาหลายทศวรรษ

เพราะฉะนั้น วันที่ 14 กันยายน 2026 อาจยังไม่ใช่วันที่สามารถประกาศได้ว่า “ความขัดแย้งสิ้นสุดลงแล้ว”

แต่ก็เป็นวันที่มีความหมายอย่างยิ่ง

จาก MNLF สู่ MILF จากการต่อสู้ด้วยอาวุธสู่โต๊ะเจรจา จาก Tripoli Agreement สู่ Comprehensive Agreement on the Bangsamoro จาก ARMM สู่ BARMM และจากรัฐบาลเปลี่ยนผ่านมาถึงรัฐสภาที่ประชาชนเลือกด้วยตนเอง เส้นทางนี้ใช้เวลามากกว่าครึ่งศตวรรษ และแลกมาด้วยชีวิตและความสูญเสียของผู้คนจำนวนมาก

การเลือกตั้งครั้งแรกจึงควรเป็นโอกาสสำหรับบังซาโมโรในการเริ่มต้นบทใหม่ บทที่ความเห็นต่างสามารถต่อสู้กันด้วยคะแนนเสียง การอภิปราย และการทำงานในรัฐสภา แทนการกลับไปหาคำตอบด้วยอาวุธ

สำหรับประชาชนบังซาโมโร วันนี้เราต้องขอแสดงความยินดี และขอให้วันหนึ่ง ชื่อ “บังซาโมโร” ไม่ต้องถูกจดจำจากสงคราม การสูญเสีย และความขัดแย้งอีกต่อไป แต่เป็นบ้านที่ผู้คนต่างภาษา ต่างชาติพันธุ์ และต่างความเชื่อ สามารถกำหนดอนาคตของตนเองร่วมกันได้อย่างสันติ



แหล่งอ้างอิง

GMA News. “BARMM 2026 Elections: History, key dates, candidates, and everything you need to know.” 9 September 2026.
ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติ BARMM โครงสร้างรัฐสภา 80 ที่นั่ง ระบบเลือกตั้ง และ Chief Minister.
จาก GMA News

GMA News. “BARMM parliamentary elections: Here's where you can see the results.” 14 September 2026.
ข้อมูลวันเลือกตั้ง ผู้มีสิทธิ 2.393 ล้านคน และโครงสร้างที่นั่งในรัฐสภา.
จาก GMA News

GMA News. “Partial, unofficial results: Who are the leading candidates in BARMM polls.” 15 September 2026.
ผลการเลือกตั้งเบื้องต้นและคะแนนของ BFP, UBJP และ BGC ซึ่ง ณ วันที่เผยแพร่ยังเป็นผลอย่างไม่เป็นทางการ.
จาก GMA News

Associated Press. “Muslim region in Philippines votes in its first parliamentary election after decades of insurgency.” 14 September 2026.
เหตุการณ์ในวันเลือกตั้ง การรักษาความปลอดภัย เหตุรุนแรง ตลอดจนภาพรวมของความขัดแย้งและกระบวนการสันติภาพ.
จาก AP

Associated Press. “What to know as a Philippine region with a history of conflict holds its first parliamentary polls.” 13 September 2026.
MILF ข้อตกลงสันติภาพ การปลดอาวุธ และความท้าทายที่ยังเหลืออยู่หลังการเลือกตั้ง.
จาก AP

Office of the Presidential Adviser on Peace, Reconciliation and Unity (Philippines). “Introduction: Brief History of the Conflict.”
ภูมิหลังความขัดแย้งของชาวโมโร ปัญหาที่ดิน การย้ายถิ่นฐาน การกีดกัน และข้อเรียกร้องเรื่องการปกครองตนเอง.
จาก PeaceGovPH

Office of the Presidential Adviser on Peace, Reconciliation and Unity (Philippines). “Frequently Asked Questions on the GPH–MILF Peace Process.”
ความหมายของ Bangsamoro และสถานะของ Comprehensive Agreement on the Bangsamoro ซึ่งลงนามเมื่อ 27 มีนาคม 2014.
จาก PeaceGovPH

Cambridge University Press / Journal of Asian Studies. “Migrations and the Settlement of Mindanao.”
ที่มาของคำว่า Moro ซึ่งชาวสเปนนำมาจากคำว่า Moor และใช้เรียกประชากรมุสลิมในฟิลิปปินส์ตอนใต้.

ISEAS–Yusof Ishak Institute / Cambridge Core. “History, Demography and Factionalism: Obstacles to Conflict Resolution through Autonomy in the Southern Philippines.”
ประวัติอัตลักษณ์ Moro การต่อต้านอำนาจสเปน และภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ของมินดาเนาและซูลู.

Bangsamoro Autonomous Region in Muslim Mindanao. “Bangsamoro’s long journey: From peace table to ballot.” 14 September 2026.
ลำดับการเปลี่ยนผ่านจากกระบวนการสันติภาพสู่การเลือกตั้ง รวมถึงการเลื่อนการเลือกตั้งและการกำหนดวันที่ 14 กันยายน 2026.
จากเว็บไซต์ BARMM

Ministry of Foreign Affairs Malaysia. Statement by Foreign Minister Anifah Aman at the High-Level Conference on Mediation, Brussels, 14 February 2017.
บทบาทของมาเลเซียในฐานะ Third Party Facilitator ตั้งแต่ปี 2001 ซึ่งนำไปสู่การลงนาม Comprehensive Agreement on the Bangsamoro ในปี 2014.