ช่วงกลางเดือนกันยายน ท้องฟ้าเหนือหลายเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลับกลายเป็นสีเทาอีกครั้ง
ในมาเลเซีย สถานการณ์เลวร้ายลงอย่างรวดเร็ว วันที่ 16 กันยายน พื้นที่ถึง 41 แห่งในคาบสมุทรมาเลเซีย มีค่าดัชนีมลพิษทางอากาศ หรือ API อยู่ในระดับไม่ดีต่อสุขภาพ
ทางใต้ลงไป สิงคโปร์ก็เผชิญควันจากแหล่งเดียวกัน
วันที่ 15 กันยายน National Environment Agency หรือ NEA รายงานว่า ค่า 24-hour PSI อยู่ระหว่าง 92–131 ตั้งแต่ระดับปานกลางจนถึงไม่ดีต่อสุขภาพ ขณะที่ PM2.5 รายชั่วโมงอยู่ที่ 43–74 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
และควันไม่ได้หยุดอยู่ที่มาเลเซียกับสิงคโปร์
ทั้งหมดนี้มีต้นทางสำคัญอยู่ในอินโดนีเซีย โดยเฉพาะบนเกาะสุมาตราและกาลิมันตัน และสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับภูมิภาคนี้
อินโดนีเซียระดมกำลังหลายหมื่นคนสู้ไฟ
ขนาดของปฏิบัติการดับไฟครั้งนี้สะท้อนว่าสถานการณ์ในอินโดนีเซียรุนแรงเพียงใด เมื่อวันที่ 9 กันยายน สำนักงานจัดการภัยพิบัติแห่งชาติอินโดนีเซีย หรือ BNPB เปิดเผยว่า ได้ระดมเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินรวม 43,481 คน พร้อมอากาศยาน 55 ลำ เพื่อรับมือไฟป่าและไฟบนพื้นที่ใน 6 จังหวัดที่ถูกกำหนดเป็นพื้นที่เร่งด่วน ได้แก่ Riau, Jambi, South Sumatra, West Kalimantan, Central Kalimantan และ South Kalimantan
ตัวเลขจากกองทัพอินโดนีเซียยิ่งแสดงให้เห็นขนาดของการรับมือ โดยกองทัพระบุว่ามีกำลังพล 80,026 นายในสถานะเตรียมพร้อมหรือถูกส่งปฏิบัติการทั่วประเทศ เพื่อสนับสนุนการรับมือไฟป่า ขณะที่มีการส่งกำลังเพิ่มเติมไปยังพื้นที่หนัก โดยเฉพาะ West Kalimantan
ดังนั้น ภาพของวิกฤตครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียง “อินโดนีเซียปล่อยให้ไฟไหม้แล้วควันลอยไปประเทศเพื่อนบ้าน” แต่เป็นสถานการณ์ฉุกเฉินขนาดใหญ่ที่อินโดนีเซียเองกำลังใช้กำลังคน อากาศยาน และความช่วยเหลือจากต่างประเทศจำนวนมากเพื่อควบคุม
ปัญหาคือ ไฟชนิดนี้ไม่ได้ดับง่ายอย่างที่เห็นจากภายนอก
ทำไม “ไฟพรุ” จึงดับยากกว่าที่คิด
พื้นที่พรุ หรือ peatland เกิดจากการสะสมของซากพืชและอินทรียวัตถุที่ย่อยสลายไม่สมบูรณ์เป็นเวลาหลายพันปี ในสภาพธรรมชาติ พื้นที่เหล่านี้อุ้มน้ำไว้มากและเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนขนาดใหญ่
แต่เมื่อมีการระบายน้ำออกเพื่อใช้พื้นที่ทางการเกษตรหรือกิจกรรมอื่น ชั้นพรุจะแห้งและกลายเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี ต่างจากไฟที่ไหม้เฉพาะต้นไม้หรือหญ้าบนพื้นดิน ไฟพรุสามารถคุกรุ่นอยู่ใต้ผิวดินเป็นเวลานาน แม้ด้านบนจะดูเหมือนดับแล้วก็ตาม
จึงเป็นไปได้ว่าเจ้าหน้าที่ดับไฟบนผิวดินแล้ว แต่ความร้อนยังคงอยู่ลึกลงไป และไฟกลับมาปะทุใหม่ได้ในภายหลัง นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ไฟในสุมาตราและกาลิมันตันสามารถสร้างควันมหาศาลต่อเนื่องเป็นเวลาหลายวันหรือหลายสัปดาห์
แล้วไฟเกิดขึ้นได้อย่างไร?
ไฟในอินโดนีเซียไม่ได้มีสาเหตุเดียว ส่วนหนึ่งสัมพันธ์กับการใช้ไฟเพื่อเตรียมหรือเปิดพื้นที่สำหรับการเกษตร เมื่อไฟหลุดออกจากพื้นที่ควบคุมและเจอกับสภาพแวดล้อมที่แห้งจัด ก็สามารถลุกลามเข้าสู่ป่าหรือพื้นที่พรุได้
ดังนั้น การอธิบายว่าไฟทั้งหมดเกิดจากธรรมชาติย่อมไม่ถูกต้อง แต่การกล่าวโทษบริษัทขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียวก็ง่ายเกินไปเช่นกัน ปัญหานี้เกี่ยวข้องกับทั้งการใช้ที่ดิน การเกษตร การระบายน้ำออกจากพื้นที่พรุ การบังคับใช้กฎหมาย และพฤติกรรมการใช้ไฟของผู้ถือครองพื้นที่หลายระดับ
และในปี 2026 ยังมีอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง นั่นคือ El Niño
El Niño ไม่ได้จุดไฟ แต่ทำให้ไฟลุกง่ายขึ้น
El Niño ไม่ได้เป็นผู้จุดไฟ แต่สิ่งที่มันทำคือเปลี่ยนเงื่อนไขของธรรมชาติให้ไฟเกิดและลุกลามได้ง่ายขึ้น เมื่อฝนน้อยลง อุณหภูมิสูงขึ้น พืชแห้ง และระดับน้ำในพื้นที่พรุลดลง พื้นที่ซึ่งปกติอาจไม่ติดไฟง่ายก็สามารถกลายเป็นเชื้อเพลิงได้
ASEAN Specialised Meteorological Centre หรือ ASMC ยกระดับสถานการณ์หมอกควันในอาเซียนตอนใต้เป็น Alert Level 3 เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม หลังพบ hotspot จำนวนมากและหมอกควันปานกลางถึงหนาแน่นจากกาลิมันตันและสุมาตราเคลื่อนข้ามพรมแดน
ดังนั้น El Niño จึงไม่ใช่ต้นเหตุของไฟทั้งหมด แต่เป็นตัวเพิ่มความรุนแรงให้ไฟที่เกิดขึ้นแล้วแพร่กระจายได้ง่ายและควบคุมยากกว่าเดิม
ควันเดินทางข้ามประเทศได้อย่างไร?
คำตอบง่าย ๆ คือ ลม เมื่อควันจากไฟลอยขึ้นสู่บรรยากาศ มันสามารถเดินทางได้หลายร้อยหรือหลายพันกิโลเมตร ขึ้นอยู่กับทิศทางลม ความเร็วลม และความสูงของกลุ่มควัน จึงเกิดสถานการณ์ที่คนในกัวลาลัมเปอร์หรือสิงคโปร์สามารถสูดควันจากไฟที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยกิโลเมตร โดยไม่มีไฟไหม้อยู่ใกล้เมืองเลย
นี่คือสิ่งที่ทำให้ปัญหาหมอกควันต่างจากไฟป่าทั่วไป เราไม่จำเป็นต้องอยู่ใกล้ไฟ เพื่อสูดควันจากไฟนั้น
คนอินโดนีเซียได้รับผลหนักที่สุด
แม้หมอกควันจะกลายเป็นปัญหาข้ามพรมแดน แต่ประชาชนที่อยู่ใกล้แหล่งไฟในอินโดนีเซียยังเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงมากที่สุด กระทรวงสาธารณสุขอินโดนีเซียรายงานว่า เมื่อวันที่ 9 กันยายน จำนวนผู้ป่วยโรคติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลัน หรือ ARI ในพื้นที่ได้รับผลกระทบเพิ่มขึ้นเป็น 113,336 ราย ใน 63 เขตและเมืองของ 7 จังหวัด ในจำนวนนี้ 26,545 รายเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ANTARA: More than 113,000 respiratory cases linked to wildfire haze
นี่จึงไม่ใช่เพียงปัญหาเรื่องท้องฟ้าสีเทาหรือทัศนวิสัยที่ลดลง แต่เป็นวิกฤตด้านสาธารณสุข เศรษฐกิจ การศึกษา และสิ่งแวดล้อมพร้อมกัน
อาเซียนเคยเจอเรื่องนี้มาแล้วหลายครั้ง
ภาพกัวลาลัมเปอร์หรือสิงคโปร์ที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกควันไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในปีนี้ หนึ่งในวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นใน ปี 1997–1998 เมื่อ El Niño ที่รุนแรงมาบรรจบกับไฟป่าและไฟบนพื้นที่จำนวนมากในอินโดนีเซีย ทำให้หมอกควันปกคลุมพื้นที่กว้างของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
วิกฤตกลับมาอีกหลายครั้งหลังจากนั้น โดยเฉพาะใน ปี 2015 เมื่อไฟจำนวนมากเกิดบนพื้นที่พรุและสร้างหมอกควันขนาดใหญ่ ครอบคลุมอินโดนีเซีย มาเลเซียและสิงคโปร์เป็นเวลานาน
ปี 2026 จึงไม่ใช่เหตุการณ์ที่ภูมิภาคนี้ไม่เคยเห็นมาก่อน ตรงกันข้าม มันคือการกลับมาของปัญหาที่อาเซียนรู้จักดีมานานหลายสิบปี และนั่นทำให้เกิดคำถามเดิมขึ้นมาอีกครั้ง ทำไมเรายังแก้ปัญหานี้ไม่จบ?
อาเซียนมีข้อตกลงเรื่องหมอกควันมาตั้งแต่ปี 2002
หลังวิกฤตใหญ่ช่วงปี 1997–1998 ประเทศสมาชิกอาเซียนเริ่มสร้างกลไกร่วมเพื่อรับมือกับปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดน วันที่ 10 มิถุนายน 2002 ประเทศสมาชิกลงนาม ASEAN Agreement on Transboundary Haze Pollution หรือ AATHP ที่กัวลาลัมเปอร์
ข้อตกลงมีเป้าหมายให้ประเทศสมาชิกทำงานร่วมกัน ด้านการป้องกันและติดตามไฟ การแลกเปลี่ยนข้อมูล การเตรียมพร้อมรับเหตุฉุกเฉิน และการช่วยเหลือซึ่งกันและกันเมื่อเกิดหมอกควันข้ามพรมแดน
ในเวลาต่อมา อาเซียนยังพัฒนาระบบตรวจจับ hotspot จากดาวเทียม ระบบพยากรณ์ทิศทางควัน และระบบเตือนภัยที่ทำให้ประเทศสมาชิกสามารถเห็นสถานการณ์ได้เร็วกว่าสมัยวิกฤตปี 1997 มาก
ดังนั้นจะบอกว่าอาเซียนไม่เคยทำอะไรกับปัญหานี้ย่อมไม่ถูกต้อง สิ่งที่ยากกว่าการตรวจจับไฟ คือ การทำให้ไฟไม่เกิดขึ้นตั้งแต่แรก การใช้ที่ดิน การเกษตร การระบายน้ำออกจากพื้นที่พรุ การบังคับใช้กฎหมาย และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ล้วนเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและอยู่ภายใต้การบริหารของแต่ละประเทศ ขณะที่ผลของไฟไม่ได้อยู่ภายในพรมแดนนั้น
นี่คือความย้อนแย้งของปัญหาหมอกควันในอาเซียนมาตลอด ต้นเหตุสามารถเกิดขึ้นในประเทศหนึ่ง แต่ผลกระทบกลายเป็นเรื่องของทั้งภูมิภาค
วิกฤตครั้งนี้จะจบเมื่อไร?
ยังไม่มีใครตอบได้แน่นอน รัฐมนตรีป่าไม้อินโดนีเซียเตือนเมื่อวันที่ 16 กันยายนว่า ฤดูไฟครั้งนี้อาจยืดเยื้อไปถึงต้นเดือนพฤศจิกายน เนื่องจากฤดูฝนอาจมาช้ากว่าที่คาด และปี 2026 กำลังเป็นฤดูไฟป่ารุนแรงที่สุดของอินโดนีเซียในรอบ 11 ปี Reuters: Indonesia's wildfires may last until early November
สถานการณ์ขึ้นอยู่กับจำนวนไฟ ทิศทางลม และโดยเฉพาะการกลับมาของฝนในบางวันคุณภาพอากาศสามารถดีขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังมีฝนหรือเมื่อลมเปลี่ยนทิศ แต่หากพื้นที่ต้นทางยังแห้งและไฟยังเกิดขึ้น หมอกควันก็สามารถกลับมาได้อีก
หลังวิกฤตปี 1997, 2015 และอีกหลายครั้งระหว่างนั้น ปี 2026 กำลังเตือนอาเซียนด้วยบทเรียนเดิมอีกครั้ง ไฟสามารถเริ่มต้นจากพื้นที่เพียงแห่งเดียว แต่สิ่งที่ลอยขึ้นไปในบรรยากาศไม่ได้หยุดอยู่ตรงเส้นพรมแดน
เมื่อควันจากป่าและพื้นที่พรุในอินโดนีเซีย สามารถเดินทางไปถึงกัวลาลัมเปอร์ สิงคโปร์ และพื้นที่ของประเทศเพื่อนบ้าน ปัญหานี้ก็ไม่อาจถูกมองว่าเป็นเรื่องภายในของประเทศหนึ่งประเทศใดเพียงลำพังได้อีก
การระดมคนกว่า 43,000 คน เครื่องบินหลายสิบลำ และความช่วยเหลือจากต่างประเทศเพื่อดับไฟในวันนี้เป็นสิ่งจำเป็น
แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ ทำอย่างไรไม่ให้อาเซียนต้องกลับมาหายใจอยู่ในควันแบบเดิมทุกครั้งที่ฤดูแล้งรุนแรงกลับมา เพราะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไฟอาจมีพิกัดอยู่ในประเทศหนึ่ง แต่ควันไม่มีพรมแดน



