← บทความทั้งหมดRosenun.com
วารสารอิสระเพื่อความรู้และสังคมKUALA LUMPUR · SEPTEMBER 2026
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

อัปเดตสถานการณ์ไฟป่าอินโดนีเซีย:ควันกระจายทั้งอาเซียน

ควันจากไฟป่าและไฟบนพื้นที่พรุในสุมาตราและกาลิมันตันกำลังเคลื่อนข้ามพรมแดนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน มาเลเซียและสิงคโปร์เผชิญคุณภาพอากาศที่แย่ลง ขณะที่กลุ่มควันบางส่วนเดินทางขึ้นไปถึงภาคใต้ของประเทศไทยแล้ว วิกฤตครั้งนี้ทำให้คำถามเดิมกลับมาอีกครั้งว่า เหตุใดปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนที่อาเซียนพยายามแก้มานานกว่าสองทศวรรษ จึงยังกลับมาเกิดซ้ำได้อีก

โดย Rosenun·17 Sep 2026·3 นาทีในการอ่าน·113 ครั้งที่อ่าน
อัปเดตสถานการณ์ไฟป่าอินโดนีเซีย:ควันกระจายทั้งอาเซียน



ช่วงกลางเดือนกันยายน ท้องฟ้าเหนือหลายเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลับกลายเป็นสีเทาอีกครั้ง

ในมาเลเซีย สถานการณ์เลวร้ายลงอย่างรวดเร็ว วันที่ 16 กันยายน พื้นที่ถึง 41 แห่งในคาบสมุทรมาเลเซีย มีค่าดัชนีมลพิษทางอากาศ หรือ API อยู่ในระดับไม่ดีต่อสุขภาพ

ในกัวลาลัมเปอร์ Cheras มีค่า API 179 และ Batu Muda 172 ขณะที่พื้นที่รอบ Klang Valley อย่าง Shah Alam อยู่ที่ 175, Petaling Jaya 169, Klang 167 และ Putrajaya 176 ซึ่งทั้งหมดอยู่ในระดับ “ไม่ดีต่อสุขภาพ” ตามระบบของมาเลเซีย Bernama: 41 areas in Peninsular Malaysia record unhealthy air quality

ทางใต้ลงไป สิงคโปร์ก็เผชิญควันจากแหล่งเดียวกัน

วันที่ 15 กันยายน National Environment Agency หรือ NEA รายงานว่า ค่า 24-hour PSI อยู่ระหว่าง 92–131 ตั้งแต่ระดับปานกลางจนถึงไม่ดีต่อสุขภาพ ขณะที่ PM2.5 รายชั่วโมงอยู่ที่ 43–74 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

NEA ระบุชัดว่า ลมตะวันออกเฉียงใต้และตะวันออก-ตะวันออกเฉียงใต้พัดพาควันจาก กาลิมันตันและสุมาตราเข้าสู่สิงคโปร์ NEA Singapore: Haze Situation Update, 15 September 2026

วันต่อมาอากาศของสิงคโปร์ดีขึ้นหลังมีฝนตกในบางส่วนของกาลิมันตัน แต่ NEA ยังพบควันจากสุมาตราตอนใต้และเตือนว่ายังมีความเสี่ยงที่หมอกควันจะกลับมากระทบประเทศได้อีกหากทิศทางลมเอื้ออำนวย NEA Singapore: Haze Situation Update, 16 September 2026

และควันไม่ได้หยุดอยู่ที่มาเลเซียกับสิงคโปร์

วันที่ 16 กันยายน กลุ่มควันจากสุมาตราเคลื่อนขึ้นมาถึง หาดใหญ่และภาคใต้ตอนล่างของประเทศไทย ทำให้ PM2.5 เพิ่มขึ้นถึงประมาณ 75–89 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และมีการแจ้งเตือนให้เฝ้าระวังในแปดจังหวัดภาคใต้ The Nation Thailand: Sumatra wildfire smoke blankets Hat Yai

ทั้งหมดนี้มีต้นทางสำคัญอยู่ในอินโดนีเซีย โดยเฉพาะบนเกาะสุมาตราและกาลิมันตัน และสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับภูมิภาคนี้

อินโดนีเซียระดมกำลังหลายหมื่นคนสู้ไฟ

ขนาดของปฏิบัติการดับไฟครั้งนี้สะท้อนว่าสถานการณ์ในอินโดนีเซียรุนแรงเพียงใด เมื่อวันที่ 9 กันยายน สำนักงานจัดการภัยพิบัติแห่งชาติอินโดนีเซีย หรือ BNPB เปิดเผยว่า ได้ระดมเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินรวม 43,481 คน พร้อมอากาศยาน 55 ลำ เพื่อรับมือไฟป่าและไฟบนพื้นที่ใน 6 จังหวัดที่ถูกกำหนดเป็นพื้นที่เร่งด่วน ได้แก่ Riau, Jambi, South Sumatra, West Kalimantan, Central Kalimantan และ South Kalimantan

ในเวลานั้นไฟได้เผาพื้นที่รวมกว่า 72,000 เฮกตาร์ ในหกจังหวัดดังกล่าวแล้ว
ANTARA: BNPB deploys 43,000 personnel and 55 aircraft

ตัวเลขจากกองทัพอินโดนีเซียยิ่งแสดงให้เห็นขนาดของการรับมือ โดยกองทัพระบุว่ามีกำลังพล 80,026 นายในสถานะเตรียมพร้อมหรือถูกส่งปฏิบัติการทั่วประเทศ เพื่อสนับสนุนการรับมือไฟป่า ขณะที่มีการส่งกำลังเพิ่มเติมไปยังพื้นที่หนัก โดยเฉพาะ West Kalimantan

นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่อีกเกือบ 1,500 นายทำงานด้านการป้องกันและให้ความรู้แก่ชุมชนเรื่องอันตรายของการเผาป่าและพื้นที่เกษตร Bernama: More than 40,000 personnel deployed for ground firefighting

ปฏิบัติการไม่ได้มีเฉพาะบนพื้นดิน อากาศยานมากกว่า 50 ลำถูกนำมาใช้ทั้งสำหรับ water bombing และการดัดแปรสภาพอากาศเพื่อช่วยให้เกิดฝน ขณะที่ญี่ปุ่นส่งเฮลิคอปเตอร์ CH-47 Chinook สามลำพร้อมกำลังสนับสนุนเข้าช่วยปฏิบัติการในกาลิมันตันตะวันตก AP: Japan joins Indonesia's wildfire firefighting operation

ประธานาธิบดี Prabowo Subianto ยังสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มกำลังและทรัพยากร โดยเฉพาะพื้นที่ไฟที่อยู่ใกล้ Nusantara เมืองหลวงแห่งใหม่ในกาลิมันตันตะวันออก เพื่อไม่ให้ไฟขยายเข้าสู่พื้นที่หลักของเมือง Bernama: Prabowo orders stronger response as fires spread

ดังนั้น ภาพของวิกฤตครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียง “อินโดนีเซียปล่อยให้ไฟไหม้แล้วควันลอยไปประเทศเพื่อนบ้าน” แต่เป็นสถานการณ์ฉุกเฉินขนาดใหญ่ที่อินโดนีเซียเองกำลังใช้กำลังคน อากาศยาน และความช่วยเหลือจากต่างประเทศจำนวนมากเพื่อควบคุม

ปัญหาคือ ไฟชนิดนี้ไม่ได้ดับง่ายอย่างที่เห็นจากภายนอก

ทำไม “ไฟพรุ” จึงดับยากกว่าที่คิด

พื้นที่พรุ หรือ peatland เกิดจากการสะสมของซากพืชและอินทรียวัตถุที่ย่อยสลายไม่สมบูรณ์เป็นเวลาหลายพันปี ในสภาพธรรมชาติ พื้นที่เหล่านี้อุ้มน้ำไว้มากและเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนขนาดใหญ่

แต่เมื่อมีการระบายน้ำออกเพื่อใช้พื้นที่ทางการเกษตรหรือกิจกรรมอื่น ชั้นพรุจะแห้งและกลายเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี ต่างจากไฟที่ไหม้เฉพาะต้นไม้หรือหญ้าบนพื้นดิน ไฟพรุสามารถคุกรุ่นอยู่ใต้ผิวดินเป็นเวลานาน แม้ด้านบนจะดูเหมือนดับแล้วก็ตาม

จึงเป็นไปได้ว่าเจ้าหน้าที่ดับไฟบนผิวดินแล้ว แต่ความร้อนยังคงอยู่ลึกลงไป และไฟกลับมาปะทุใหม่ได้ในภายหลัง นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ไฟในสุมาตราและกาลิมันตันสามารถสร้างควันมหาศาลต่อเนื่องเป็นเวลาหลายวันหรือหลายสัปดาห์

แล้วไฟเกิดขึ้นได้อย่างไร?

ไฟในอินโดนีเซียไม่ได้มีสาเหตุเดียว ส่วนหนึ่งสัมพันธ์กับการใช้ไฟเพื่อเตรียมหรือเปิดพื้นที่สำหรับการเกษตร เมื่อไฟหลุดออกจากพื้นที่ควบคุมและเจอกับสภาพแวดล้อมที่แห้งจัด ก็สามารถลุกลามเข้าสู่ป่าหรือพื้นที่พรุได้

ดังนั้น การอธิบายว่าไฟทั้งหมดเกิดจากธรรมชาติย่อมไม่ถูกต้อง แต่การกล่าวโทษบริษัทขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียวก็ง่ายเกินไปเช่นกัน ปัญหานี้เกี่ยวข้องกับทั้งการใช้ที่ดิน การเกษตร การระบายน้ำออกจากพื้นที่พรุ การบังคับใช้กฎหมาย และพฤติกรรมการใช้ไฟของผู้ถือครองพื้นที่หลายระดับ

รัฐบาลอินโดนีเซียเองออกคำเตือนทั้งประชาชน เกษตรกร และบริษัทไม่ให้ใช้ไฟเพื่อเปิดพื้นที่ในช่วงที่สภาพอากาศแห้งรุนแรง เพราะไฟอาจหลุดจากการควบคุมได้ง่ายมาก Reuters: Indonesia's wildfires may last until early November

และในปี 2026 ยังมีอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง นั่นคือ El Niño

El Niño ไม่ได้จุดไฟ แต่ทำให้ไฟลุกง่ายขึ้น

El Niño ไม่ได้เป็นผู้จุดไฟ แต่สิ่งที่มันทำคือเปลี่ยนเงื่อนไขของธรรมชาติให้ไฟเกิดและลุกลามได้ง่ายขึ้น เมื่อฝนน้อยลง อุณหภูมิสูงขึ้น พืชแห้ง และระดับน้ำในพื้นที่พรุลดลง พื้นที่ซึ่งปกติอาจไม่ติดไฟง่ายก็สามารถกลายเป็นเชื้อเพลิงได้

ASEAN Specialised Meteorological Centre หรือ ASMC ยกระดับสถานการณ์หมอกควันในอาเซียนตอนใต้เป็น Alert Level 3 เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม หลังพบ hotspot จำนวนมากและหมอกควันปานกลางถึงหนาแน่นจากกาลิมันตันและสุมาตราเคลื่อนข้ามพรมแดน

ASMC ยังเตือนว่าสภาพอากาศแห้งร่วมกับ El Niño ที่กำลังรุนแรงขึ้นอาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงอีก ASMC: Alert Level 3 for the Southern ASEAN Region

ดังนั้น El Niño จึงไม่ใช่ต้นเหตุของไฟทั้งหมด แต่เป็นตัวเพิ่มความรุนแรงให้ไฟที่เกิดขึ้นแล้วแพร่กระจายได้ง่ายและควบคุมยากกว่าเดิม

ควันเดินทางข้ามประเทศได้อย่างไร?

คำตอบง่าย ๆ คือ ลม เมื่อควันจากไฟลอยขึ้นสู่บรรยากาศ มันสามารถเดินทางได้หลายร้อยหรือหลายพันกิโลเมตร ขึ้นอยู่กับทิศทางลม ความเร็วลม และความสูงของกลุ่มควัน จึงเกิดสถานการณ์ที่คนในกัวลาลัมเปอร์หรือสิงคโปร์สามารถสูดควันจากไฟที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยกิโลเมตร โดยไม่มีไฟไหม้อยู่ใกล้เมืองเลย

กรณีสิงคโปร์ในวันที่ 15 กันยายนเห็นภาพนี้ชัดที่สุด เพราะ NEA สามารถติดตามจากภาพดาวเทียมได้ว่ากลุ่มควันจากกาลิมันตันและสุมาตรากำลังเคลื่อนเข้าสู่ประเทศ NEA Singapore: Smoke haze transported from Kalimantan and Sumatra

นี่คือสิ่งที่ทำให้ปัญหาหมอกควันต่างจากไฟป่าทั่วไป เราไม่จำเป็นต้องอยู่ใกล้ไฟ เพื่อสูดควันจากไฟนั้น

คนอินโดนีเซียได้รับผลหนักที่สุด

แม้หมอกควันจะกลายเป็นปัญหาข้ามพรมแดน แต่ประชาชนที่อยู่ใกล้แหล่งไฟในอินโดนีเซียยังเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงมากที่สุด กระทรวงสาธารณสุขอินโดนีเซียรายงานว่า เมื่อวันที่ 9 กันยายน จำนวนผู้ป่วยโรคติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลัน หรือ ARI ในพื้นที่ได้รับผลกระทบเพิ่มขึ้นเป็น 113,336 ราย ใน 63 เขตและเมืองของ 7 จังหวัด ในจำนวนนี้ 26,545 รายเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ANTARA: More than 113,000 respiratory cases linked to wildfire haze

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า มีประชาชนมากกว่า 12.5 ล้านคน ในเจ็ดจังหวัดที่สัมผัสกับหมอกควันอันตราย และจำนวนผู้ป่วยระบบทางเดินหายใจเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าภายในเวลาเพียงกว่าหนึ่งสัปดาห์ Reuters: Respiratory infections double in a week

หมอกควันยังทำให้เที่ยวบินในกาลิมันตันได้รับผลกระทบ ทัศนวิสัยในบางพื้นที่ลดลงต่ำกว่าหนึ่งกิโลเมตร และโรงเรียนจำนวนมากต้องหยุดการเรียนในห้องเรียน AP: Thick haze disrupts flights and schools in Indonesia

นี่จึงไม่ใช่เพียงปัญหาเรื่องท้องฟ้าสีเทาหรือทัศนวิสัยที่ลดลง แต่เป็นวิกฤตด้านสาธารณสุข เศรษฐกิจ การศึกษา และสิ่งแวดล้อมพร้อมกัน

อาเซียนเคยเจอเรื่องนี้มาแล้วหลายครั้ง

ภาพกัวลาลัมเปอร์หรือสิงคโปร์ที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกควันไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในปีนี้  หนึ่งในวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นใน ปี 1997–1998 เมื่อ El Niño ที่รุนแรงมาบรรจบกับไฟป่าและไฟบนพื้นที่จำนวนมากในอินโดนีเซีย ทำให้หมอกควันปกคลุมพื้นที่กว้างของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

วิกฤตกลับมาอีกหลายครั้งหลังจากนั้น โดยเฉพาะใน ปี 2015 เมื่อไฟจำนวนมากเกิดบนพื้นที่พรุและสร้างหมอกควันขนาดใหญ่ ครอบคลุมอินโดนีเซีย มาเลเซียและสิงคโปร์เป็นเวลานาน

ปี 2026 จึงไม่ใช่เหตุการณ์ที่ภูมิภาคนี้ไม่เคยเห็นมาก่อน ตรงกันข้าม มันคือการกลับมาของปัญหาที่อาเซียนรู้จักดีมานานหลายสิบปี และนั่นทำให้เกิดคำถามเดิมขึ้นมาอีกครั้ง ทำไมเรายังแก้ปัญหานี้ไม่จบ?

อาเซียนมีข้อตกลงเรื่องหมอกควันมาตั้งแต่ปี 2002

หลังวิกฤตใหญ่ช่วงปี 1997–1998 ประเทศสมาชิกอาเซียนเริ่มสร้างกลไกร่วมเพื่อรับมือกับปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดน วันที่ 10 มิถุนายน 2002 ประเทศสมาชิกลงนาม ASEAN Agreement on Transboundary Haze Pollution หรือ AATHP ที่กัวลาลัมเปอร์

ข้อตกลงมีเป้าหมายให้ประเทศสมาชิกทำงานร่วมกัน ด้านการป้องกันและติดตามไฟ การแลกเปลี่ยนข้อมูล การเตรียมพร้อมรับเหตุฉุกเฉิน และการช่วยเหลือซึ่งกันและกันเมื่อเกิดหมอกควันข้ามพรมแดน

ข้อตกลงมีผลบังคับใช้ในปี 2003 และปัจจุบันประเทศสมาชิกอาเซียนทั้งหมดให้สัตยาบันแล้ว โดยอินโดนีเซียให้สัตยาบันในปี 2014 ASEAN Haze Portal: ASEAN Agreement on Transboundary Haze Pollution

ในเวลาต่อมา อาเซียนยังพัฒนาระบบตรวจจับ hotspot จากดาวเทียม ระบบพยากรณ์ทิศทางควัน และระบบเตือนภัยที่ทำให้ประเทศสมาชิกสามารถเห็นสถานการณ์ได้เร็วกว่าสมัยวิกฤตปี 1997 มาก

ดังนั้นจะบอกว่าอาเซียนไม่เคยทำอะไรกับปัญหานี้ย่อมไม่ถูกต้อง สิ่งที่ยากกว่าการตรวจจับไฟ คือ การทำให้ไฟไม่เกิดขึ้นตั้งแต่แรก การใช้ที่ดิน การเกษตร การระบายน้ำออกจากพื้นที่พรุ การบังคับใช้กฎหมาย และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ล้วนเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและอยู่ภายใต้การบริหารของแต่ละประเทศ ขณะที่ผลของไฟไม่ได้อยู่ภายในพรมแดนนั้น

นี่คือความย้อนแย้งของปัญหาหมอกควันในอาเซียนมาตลอด ต้นเหตุสามารถเกิดขึ้นในประเทศหนึ่ง แต่ผลกระทบกลายเป็นเรื่องของทั้งภูมิภาค

วิกฤตครั้งนี้จะจบเมื่อไร?

ยังไม่มีใครตอบได้แน่นอน รัฐมนตรีป่าไม้อินโดนีเซียเตือนเมื่อวันที่ 16 กันยายนว่า ฤดูไฟครั้งนี้อาจยืดเยื้อไปถึงต้นเดือนพฤศจิกายน เนื่องจากฤดูฝนอาจมาช้ากว่าที่คาด และปี 2026 กำลังเป็นฤดูไฟป่ารุนแรงที่สุดของอินโดนีเซียในรอบ 11 ปี Reuters: Indonesia's wildfires may last until early November

สถานการณ์ขึ้นอยู่กับจำนวนไฟ ทิศทางลม และโดยเฉพาะการกลับมาของฝนในบางวันคุณภาพอากาศสามารถดีขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังมีฝนหรือเมื่อลมเปลี่ยนทิศ แต่หากพื้นที่ต้นทางยังแห้งและไฟยังเกิดขึ้น หมอกควันก็สามารถกลับมาได้อีก

หลังวิกฤตปี 1997, 2015 และอีกหลายครั้งระหว่างนั้น ปี 2026 กำลังเตือนอาเซียนด้วยบทเรียนเดิมอีกครั้ง ไฟสามารถเริ่มต้นจากพื้นที่เพียงแห่งเดียว แต่สิ่งที่ลอยขึ้นไปในบรรยากาศไม่ได้หยุดอยู่ตรงเส้นพรมแดน

เมื่อควันจากป่าและพื้นที่พรุในอินโดนีเซีย สามารถเดินทางไปถึงกัวลาลัมเปอร์ สิงคโปร์ และพื้นที่ของประเทศเพื่อนบ้าน ปัญหานี้ก็ไม่อาจถูกมองว่าเป็นเรื่องภายในของประเทศหนึ่งประเทศใดเพียงลำพังได้อีก

การระดมคนกว่า 43,000 คน เครื่องบินหลายสิบลำ และความช่วยเหลือจากต่างประเทศเพื่อดับไฟในวันนี้เป็นสิ่งจำเป็น

แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ ทำอย่างไรไม่ให้อาเซียนต้องกลับมาหายใจอยู่ในควันแบบเดิมทุกครั้งที่ฤดูแล้งรุนแรงกลับมา เพราะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไฟอาจมีพิกัดอยู่ในประเทศหนึ่ง แต่ควันไม่มีพรมแดน