← บทความทั้งหมดRosenun.com
วารสารอิสระเพื่อความรู้และสังคมKUALA LUMPUR · SEPTEMBER 2026
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Malaysia’s First Anti-Bullying Law: Will It Make Children Safer?กฎหมายบูลลี่ฉบับแรกของมาเลเซีย: จะเปลี่ยน “เรื่องของเด็ก” ได้แค่ไหน?

บทความนำเสนอกรณีของมาเลเซียซึ่งเพิ่งเริ่มบังคับใช้กฎหมายต่อต้านการบูลลี่เป็นครั้งแรกในปี 2026 รวมถึงกลไกรับเรื่องร้องเรียน ความรับผิดชอบของครอบครัวและสถานศึกษา ตลอดจนมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของเด็ก พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงประสิทธิผลของมาตรการใหม่เหล่านี้ที่ยังต้องติดตามต่อไป เนื้อหาของบทความอาจเป็นประโยชน์และสอดคล้องกับประเด็นเรื่องการบูลลี่ในสถานศึกษาที่กำลังได้รับความสนใจในสังคมไทยขณะนี้

โดย Rosenun Chesof·20 Aug 2026·6 นาทีในการอ่าน·69 ครั้งที่อ่าน
Malaysia’s First Anti-Bullying Law: Will It Make Children Safer?กฎหมายบูลลี่ฉบับแรกของมาเลเซีย: จะเปลี่ยน “เรื่องของเด็ก” ได้แค่ไหน?

ปี 2026 มาเลเซียเริ่มใช้กฎหมายต่อต้านการบูลลี่ฉบับแรกของประเทศ พร้อมกลไกเยียวยาและมาตรการคุ้มครองเด็ก ที่ขยายจากรั้วโรงเรียนไปถึงโลกออนไลน์ ท่ามกลางคำถามว่ากฎหมายใหม่เหล่านี้จะลดปัญหาได้จริงเพียงใด


ปัญหาการกลั่นแกล้งหรือ “บูลลี่” ในโรงเรียน มิใช่ปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศใดประเทศหนึ่ง หากเป็นปรากฏการณ์ที่พบได้ในสังคมทั่วโลก ตั้งแต่การล้อเลียน การใช้ถ้อยคำดูหมิ่น การกีดกันออกจากกลุ่ม การข่มขู่ การใช้ความรุนแรง ไปจนถึงการกลั่นแกล้งผ่านสื่อสังคมออนไลน์ (Cyberbullying) ซึ่งทำให้พื้นที่ของการบูลลี่ ไม่ได้หยุดอยู่เพียงในรั้วโรงเรียนอีกต่อไป

แม้ปัญหาจะมีลักษณะร่วมกัน แต่ในแต่ละประเทศเลือกวิธีรับมือแตกต่างกันตามโครงสร้างทางกฎหมาย   ระบบการศึกษา และบริบททางสังคมของตน บางประเทศเน้นการป้องกันและการจัดการภายในโรงเรียน บางประเทศให้ความสำคัญกับการให้คำปรึกษาและกระบวนการฟื้นฟู ขณะที่บางประเทศเลือกใช้กลไกทางกฎหมายเข้ามาเสริม โดยเฉพาะ เมื่อการบูลลี่มีความรุนแรงและสร้างความเสียหายต่อผู้ถูกกระทำ

มาเลเซียเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เพราะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ปัญหาการบูลลี่ในสถานศึกษาได้ขยับจากสิ่งที่ เคยถูกมองว่าเป็น “เรื่องการทะเลาะของนักเรียน” ไปสู่ปัญหาสาธารณะที่รัฐเข้ามาจัดการผ่านกฎหมาย กลไกร้องเรียน และมาตรการคุ้มครองเด็กที่เป็นระบบมากขึ้น


จากเหตุการณ์ในโรงเรียนสู่ปัญหาระดับชาติ

ตัวเลขจากกระทรวงศึกษาธิการมาเลเซียทำให้เห็นขนาดของปัญหาได้ชัดเจน ในปี 2024 มีรายงานกรณีการ บูลลี่ในสถานศึกษา 7,681 กรณี ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดในช่วงเวลาที่มีการเปิดเผยข้อมูล ก่อนจะลดลงเหลือ 2,889 กรณี ในปี 2025 ตัวเลขดังกล่าวยังไม่อาจบอกได้ด้วยตัวเองว่าปัญหาเพิ่มขึ้นหรือลดลงจากสาเหตุใด แต่สะท้อนว่าการบูลลี่ ยังคงเป็นประเด็นที่รัฐต้องติดตามอย่างจริงจัง

นอกเหนือจากตัวเลขทางสถิติแล้ว หลายเหตุการณ์ยังสร้างแรงสะเทือนต่อสังคมมาเลเซีย กรณีหนึ่งคือการเสีย ชีวิตของ Zara Qairina Mahathir นักเรียนหญิงวัย 13 ปีในรัฐซาบาห์ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2025 หลังถูกพบหมดสติในบริเวณใกล้หอพักของโรงเรียนก่อนจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา การสอบสวนและกระบวนการไต่สวนที่ตามมาทำให้      ประเด็นเรื่องการบูลลี่   การดูแลนักเรียนในโรงเรียนประจำ   และความรับผิดชอบของสถานศึกษา กลายเป็นข้อถกเถียง

ระดับประเทศ โดยในเดือนกรกฎาคม 2026 นักจิตวิทยาเด็กที่ให้การต่อศาลระบุว่า พบหลักฐานของการบูลลี่ทางวาจาและทางไซเบอร์ต่อผู้เสียชีวิต

อีกกรณีหนึ่ง สถาบัน Maktab Rendah Sains MARA หรือ MRSM ใช้มาตรการ “You touch, you go” กับกรณีบูลลี่ โดยมีหลายเหตุการณ์ที่นักเรียนถูกพักการเรียน หรือให้ออกจากสถาบันหลังการสอบสวนทางวินัย     มาตรการดังกล่าวสะท้อนแนวทางแบบไม่ประนีประนอมต่อการใช้ความรุนแรงระหว่างนักเรียน ขณะเดียวกัน ก็ทำให้ เกิดคำถามต่อไปว่า การลงโทษเพียงอย่างเดียวเพียงพอหรือไม่หากไม่มีระบบป้องกัน การเฝ้าระวัง และการช่วยเหลือ ผู้ถูกกระทำควบคู่กัน

แรงกดดันจากเหตุการณ์เหล่านี้ทำให้คำถามของสังคมไม่ได้หยุดอยู่เพียงว่า “เด็กที่บูลลี่เพื่อนควรถูกลงโทษ อย่างไร” แต่ขยายไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่า คือ โรงเรียน ครอบครัว และรัฐมีหน้าที่อย่างไร ในการป้องกันเหตุและเมื่อ เด็กคนหนึ่งขอความช่วยเหลือระบบที่มีอยู่สามารถรับฟังและคุ้มครองเขาได้จริงเพียงใด


เมื่อการบูลลี่เข้าสู่พื้นที่ของกฎหมาย

การตอบสนองครั้งสำคัญของมาเลเซีย คือ การออกพระราชบัญญัติต่อต้านการบูลลี่ ค.ศ. 2026 หรือ Anti-Bullying Act 2026 (Act 876) ซึ่งมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2026 ที่ผ่านมา พร้อม กับการจัดตั้ง "คณะวินิจฉัยกรณีการบูลลี่" (Anti-Bullying Tribunal) โดยประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญกว่า 58 คน เพื่อพิจารณาคดีการบูลลี่ในโรงเรียนที่ซับซ้อนเกินกว่าที่โรงเรียนจะจัดการเองได้ 

กฎหมายฉบับนี้ขยายความเข้าใจต่อคำว่า “บูลลี่” ให้กว้างกว่าการทำร้ายร่างกาย โดยครอบคลุมพฤติกรรม ที่จงใจก่อให้เกิดอันตรายทางร่างกาย จิตใจ หรือทางสังคม รวมถึงการบูลลี่ทางไซเบอร์ ที่สำคัญการกระทำไม่จำเป็น ต้องเกิดขึ้นซ้ำหลายครั้งเสมอไป การกระทำเพียงครั้งเดียวก็อาจเข้าข่ายได้ หากเป็นเหตุร้ายแรงและก่อให้เกิดผล กระทบต่อผู้ถูกกระทำ

การกำหนดเช่นนี้มีนัยสำคัญ เพราะช่วยลดข้อจำกัดของคำอธิบายอย่าง “แค่แกล้งกันครั้งเดียว” หรือ “เด็กเล่น กัน” ซึ่งในอดีตอาจทำให้ความรุนแรงของเหตุการณ์ถูกมองข้าม ทั้งที่ผลกระทบต่อผู้ถูกกระทำอาจยืดเยื้อกว่าตัว เหตุการณ์เอง


คณะวินิจฉัยกรณีการบูลลี่: ทางเลือกนอกเหนือจากห้องปกครองและศาล

องค์ประกอบสำคัญของกฎหมายใหม่ คือ การจัดตั้งคณะวินิจฉัยกรณีการบูลลี่ (Anti-Bullying Tribunal) กลไกนี้ทำให้การจัดการปัญหาไม่จำเป็นต้องมีเพียงสองทางเลือก คือ ปล่อยให้โรงเรียนจัดการกันเองหรือเข้าสู่กระบวน การศาลเต็มรูปแบบ แต่สร้างพื้นที่กลางที่ผู้เสียหายสามารถเข้าถึงการเยียวยาได้สะดวกและเป็นมิตรกับเด็กมากขึ้น

คณะวินิจฉัยกรณีการบูลลี่ สามารถออกคำสั่งได้หลายรูปแบบตามลักษณะของกรณี  ตั้งแต่การขอโทษอย่าง เป็นทางการ ลบหรือยุติการเผยแพร่เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการบูลลี่  การเข้าร่วมกระบวนการฟื้นฟูหรือให้คำปรึกษา  เป้าหมายของระบบจึงไม่ได้มีเพียงการลงโทษแต่รวมถึงการหยุดพฤติกรรม  เยียวยาความเสียหาย  และลดโอกาสการ เกิดเหตุซ้ำ


ความรับผิดชอบของครอบครัวและโรงเรียน

หากผู้กระทำเป็นผู้เยาว์อายุต่ำกว่า 18 ปี กฎหมายยังนำแนวคิดเรื่อง “ความรับผิดชอบร่วมของครอบครัว” (shared family responsibility) มาใช้ โดยเชื่อมโยงความรับผิดชอบบางส่วนไปถึงพ่อแม่หรือผู้ปกครองด้วย ภายใต้มาตรา 43 ของ Anti-Bullying Act 2026 คณะวินิจฉัยกรณีการบูลลี่สามารถมีคำสั่งให้พ่อแม่หรือผู้ปกครองร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายอันสมเหตุสมผล รวมถึงชำระค่าชดเชยหรือค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายได้สูงสุดไม่เกิน 250,000 ริงกิต (ประมาณสองล้านบาท) 

อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวไม่ควรถูกตีความอย่างง่ายว่า “ลูกทำผิดแล้วพ่อแม่ต้องรับโทษแทน” หากเป็นการขยายความรับผิดชอบให้ครอบครัวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการแก้ไขและเยียวยาปัญหา แทนที่จะปล่อยให้ความรับผิดชอบตกอยู่กับตัวเด็กหรือสถานศึกษาเพียงฝ่ายเดียว

ในขณะเดียวกัน สถานศึกษาก็มีหน้าที่ตามกฎหมายในการจัดตั้งกลไกป้องกันและจัดการการบูลลี่ มีช่องทางรับแจ้งเหตุที่เข้าถึงได้และคำนึงถึงเด็ก รักษาความลับของผู้ร้องเรียน จัดบริการให้คำปรึกษาและความช่วยเหลือด้านจิตใจ ตลอดจนอบรมบุคลากรที่เกี่ยวข้อง จึงทำให้การจัดการปัญหาการบูลลี่ถูกวางอยู่บนความรับผิดชอบของหลายฝ่าย ทั้งตัวผู้กระทำ ครอบครัว และสถานศึกษา


เมื่อการบูลลี่อาจเข้าสู่กฎหมายอาญา

นอกเหนือจากออกกฎหมาย Anti-Bullying Act แล้ว มาเลเซียยังมีบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญา ที่ใช้กับพฤติกรรมคุกคามบางรูปแบบ เช่น การข่มขู่ การสื่อสารที่มีเจตนาทำให้บุคคลหวาดกลัวหรือทุกข์ใจ และการ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อคุกคามหรือ Doxxing ดังนั้น การบูลลี่บางกรณีอาจไม่จบอยู่เพียงกระบวนการทางวินัยหรือ คณะวินิจฉัยกรณีการบูลลี่  หากองค์ประกอบของการกระทำเข้าข่ายความผิดอาญา

ภาพรวมจึงเป็นระบบหลายระดับ ตั้งแต่กรณีที่โรงเรียนสามารถจัดการได้ กรณีที่เข้าสู่คณะวินิจฉัยกรณีการบูลลี่ เพื่อการเยียวยา  ไปจนถึงกรณีร้ายแรงที่ต้องใช้กระบวนการยุติธรรมทางอาญา


มีกฎหมายแล้ว เด็กจะร้องเรียนกับใคร?

กฎหมายที่เข้มแข็งอาจไม่มีความหมายมากนัก หากเด็กที่กำลังถูกกลั่นแกล้งไม่รู้ว่าจะขอความช่วยเหลือจากใคร หรือไม่มั่นใจว่าหลังจากร้องเรียนแล้วตนเองจะปลอดภัย ระบบของมาเลเซียจึงพยายามเปิดช่องทางรับเรื่องไว้หลาย ระดับ

ช่องทางหนึ่งคือการใช้ Anti-Bullying Tribunal Portal ซึ่งให้ผู้เสียหายหรือพ่อแม่และผู้ปกครองของ เด็กที่ได้รับผลกระทบ  แจ้งสิ่งที่เกิดขึ้นเพื่อให้มีการประเมินว่าเป็นการบูลลี่ตามกฎหมายหรือไม่  และพิจารณาว่า ควรส่งกลับให้โรงเรียนจัดการ หรือเข้าสู่กระบวนการคณะวินิจฉัยกรณีการบูลลี่หากเข้าเกณฑ์ นอกจากนี้ยังมีสายด่วน Talian Kasih 15999 สำหรับปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเด็ก ความรุนแรง การละเลย และปัญหาสังคม รวมถึงช่อง ทางภายในโรงเรียนและกระทรวงศึกษาธิการ ความสำคัญของระบบเหล่านี้ไม่ได้อยู่ที่จำนวนช่องทางเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การทำให้เด็กมีทางเลือก หากไม่สามารถพูดกับครูคนหนึ่งได้ ยังควรมีช่องทางอื่นที่เข้าถึงได้โดยไม่ต้องเผชิญหน้า กับผู้กระทำโดยตรง

ข้อมูลล่าสุดยังแสดงให้เห็นว่าช่องทางร้องเรียนดังกล่าวเริ่มถูกนำมาใช้จริง โดยเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2026 กระทรวงศึกษาธิการมาเลเซียเปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งแรกของปีมีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการบูลลี่ผ่าน Aduan Buli Portal จำนวน 189 เรื่อง และประมาณร้อยละ 80 ของเรื่องร้องเรียนได้รับการดำเนินการแล้ว

ตัวเลขดังกล่าวอาจยังเร็วเกินไปที่จะใช้ประเมินประสิทธิผลของมาตรการต่อต้านการบูลลี่โดยรวม แต่ก็เป็นข้อมูลเบื้องต้นที่น่าสนใจ เพราะทำให้เห็นว่า การมีช่องทางร้องเรียนไม่ได้หยุดอยู่เพียงการจัดตั้งระบบ หากเริ่มมีการนำ มาใช้จริง และข้อมูลจากระบบเหล่านี้อาจกลายเป็นส่วนสำคัญในการติดตามสถานการณ์การบูลลี่ หลังการบังคับใช้กฎหมายฉบับใหม่ต่อไป


อีกพื้นที่หนึ่งของความกังวล: เด็กกับโลกออนไลน์

ขณะที่มาเลเซียกำลังยกระดับการจัดการการบูลลี่   ความกังวลต่อความปลอดภัยของเด็กยังขยายไปยังการใช้ สื่อสังคมออนไลน์ด้วย หนึ่งในเหตุการณ์ที่ทำให้สังคมหันกลับมาถกเถียงเรื่องพฤติกรรมของเด็ก และอิทธิพลของโลก ออนไลน์ คือ คดีที่เกิดขึ้นที่โรงเรียนแห่งหนึ่งใน Bandar Utama รัฐ Selangor เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2025 กรณีนักเรียนชายวัย 14 ปี  ถูกกล่าวหาว่าได้ก่อเหตุทำร้ายร่างกายนักเรียนหญิงวัย 16 ปี ด้วยการแทงจนเสียชีวิต

คดีนี้ไม่ใช่กรณีการบูลลี่โดยตรง และปัจจุบันยังอยู่ในกระบวนการยุติธรรม เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2026 จำเลยได้ให้การปฏิเสธข้อหาฆาตกรรมต่อศาลสูง Shah Alam และคดีได้เข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาในเดือนสิงหาคมนี้ โดยศาลกำหนดวันสืบพยานไว้ในช่วงต้นถึงกลางเดือนสิงหาคม 2026 ดังนั้น ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับแรงจูงใจและสาเหตุของเหตุการณ์จึงยังต้องรอการพิสูจน์ในกระบวนการไต่สวนคดี

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางการถกเถียงในสังคมมาเลเซีย เกี่ยวกับความเสี่ยงที่เด็กและเยาวชนเผชิญในพื้นที่ออนไลน์ ตลอดจนบทบาทของสื่อสังคมออนไลน์และแพลตฟอร์มดิจิทัล ที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของเด็กมากขึ้น ประเด็นนี้จึงนำไปสู่อีกมาตรการหนึ่งของรัฐบาลมาเลเซียที่น่าจับตามอง คือ ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2026 มีการจำกัดการมีบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ของเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี โดยเริ่มบังคับใช้ระบบตรวจ สอบอายุภายใต้ Child Protection Code และ Risk Mitigation Code ซึ่งออกตาม Online Safety Act 2025 โดยผู้มีอายุต่ำกว่า 16 ปี ไม่สามารถเปิดหรือถือบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ของตนเอง และผู้ให้บริการแพลตฟอร์มที่อยู่ ภายใต้การกำกับต้องดำเนินมาตรการตรวจสอบอายุ รัฐบาลย้ำว่าแนวทางนี้เป็นการกำกับการเข้าถึงบัญชีสื่อสังคมออน ไลน์ไม่ใช่การตัดเด็กออกจากอินเทอร์เน็ตทั้งหมด

มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายลดความเสี่ยงออนไลน์หลายรูปแบบ รวมถึง Cyberbullying แต่ในขณะเดียวกัน ก็เปิดข้อถกเถียงใหม่เกี่ยวกับประสิทธิภาพของระบบตรวจสอบอายุ สิทธิในความเป็นส่วนตัว และคำถามว่าการจำกัด บัญชีจะลดปัญหาได้จริงเพียงใด หรือเพียงทำให้เด็กย้ายไปใช้ช่องทางที่ตรวจสอบยากขึ้น


จาก “เรื่องของเด็ก” สู่คำถามเรื่องประสิทธิผลของระบบ

เมื่อนำมาตรการทั้งหมดมาวางร่วมกัน สิ่งที่น่าสนใจในกรณีของมาเลเซียจึงไม่ได้อยู่ที่ความเข้มงวดของบทลง โทษเพียงอย่างเดียว หากอยู่ที่การนำกลไกหลายส่วนเข้ามาจัดการกับปัญหา ตั้งแต่โรงเรียน ครอบครัว ระบบร้องเรียนและเยียวยา กระบวนการยุติธรรม ไปจนถึงการกำกับพื้นที่ออนไลน์

อย่างไรก็ตาม     การมีกฎหมายไม่ได้หมายความว่าปัญหาการบูลลี่จะลดลงโดยอัตโนมัติ เช่นเดียวกับการจำกัดบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ของเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ที่ยังเร็วเกินไปจะสรุปผล ทั้ง Anti-Bullying Act 2026 และมาตรการด้านสื่อสังคมออนไลน์เพิ่งเริ่มบังคับใช้ในปี 2026 ผลของมาตรการเหล่านี้จึงยังต้องพิสูจน์จากสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้

สิ่งที่น่าติดตามจึงไม่ใช่เพียงจำนวนข้อร้องเรียนหรือคดีที่เข้าสู่กระบวนการ แต่รวมถึงการเกิดเหตุซ้ำ ระยะเวลาและผลของการเยียวยา แนวโน้มของ Cyberbullying ตลอดจนสิ่งสำคัญที่สุดคือ เด็กสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือได้รวดเร็วและปลอดภัยขึ้นหรือไม่

อีกหนึ่งหรือสองปีข้างหน้าอาจทำให้เห็นชัดขึ้นว่า เครื่องมือใหม่ที่มาเลเซียเลือกใช้นั้นสามารถลดและป้องกันปัญหาได้จริงเพียงใด หรือยังมีช่องว่างที่ต้องกลับมาทบทวน เพราะท้ายที่สุด ความสำเร็จของกฎหมายอาจไม่ได้อยู่ที่ความเข้มงวดของตัวบท แต่อยู่ที่คำถามง่าย ๆ ว่า หลังจากกฎหมายมีผลบังคับใช้แล้ว “เด็กในโรงเรียนปลอดภัยขึ้นกว่าเดิมหรือไม่”

 

แหล่งข้อมูลประกอบ

1. Tribunal bagi Antibuli – Portal ทางการของ Anti-Bullying Tribunal: https://tab.bheuu.gov.my/

2. BHEUU, Talking Points Program Literasi Antibuli, 27 June 2026 – ยืนยันวันมีผลบังคับใช้ Act 876 และ Tribunal: https://strapi.bheuu.gov.my/uploads/27_JUN_2026_YBM_Talking_Points_Program_Literasi_Antibuli_b58aedfaf6.pdf

3. SUHAKAM, June 2026 – หน้าที่ของสถานศึกษาตาม Anti-Bullying Act 2026: 

https://suhakam.org.my/2026/06/

4. BERNAMA, 26 Feb 2026 – สถิติการบูลลี่ในโรงเรียนปี 2024 และ 2025:

https://www.bernama.com/en/general/news.php?id=2527790

5. BERNAMA, 18 Aug 2025 – การสอบสวนกรณี Zara Qairina:

 https://www.bernama.com/misc/rss/news.php?id=2457818

6. BERNAMA, 13 Jul 2026 – คำให้การนักจิตวิทยาเด็กในกรณี Zara Qairina:

 https://majujohor.bernama.com/news-en.php?id=2580422

7. The Star, 12 Feb 2026 – คดี Bandar Utama: จำเลยให้การปฏิเสธข้อหาฆาตกรรม:

 https://www.thestar.com.my/news/nation/2026/02/12/bu-school-stabbing-15-year-old-pleads-not-guilty-to-murder-charge 

8. The Star, 29 July 2026 - ข้อร้องเรียนบูลลี่ 189 กรณี ได้รับการแก้ไขแล้ว 80%

 https://www.thestar.com.my/news/nation/2026/07/29/of-the-189-bullying-complaints-lodged-80-resolved 

9. MCMC/BERNAMA, 1 Jun 2026 – 

การบังคับใช้ระบบตรวจสอบอายุและข้อจำกัดบัญชีโซเชียลมีเดียสำหรับผู้มีอายุต่ำกว่า 16 ปี: 

https://mcmc.bernama.com/news.php?id=2563426

10. BERNAMA, 22 Jul 2026 – รัฐบาลย้ำว่าเป็นแนวทางกำกับ ไม่ใช่การห้ามอินเทอร์เน็ตทั้งหมด:

 https://www.bernama.com/en/news.php?id=2584547 

Malaysia’s First Anti-Bullying Law: Will It Make Children Safer?

In 2026, Malaysia introduced its first dedicated anti-bullying legislation, marking an important shift in how the country responds to violence and harassment among children. Bullying is no longer treated merely as a private dispute between students or an internal disciplinary matter for schools. It is now recognised as a wider public issue requiring legal protection, accessible reporting systems, and shared responsibility among schools, families, and government institutions.

The Anti-Bullying Act 2026 (Act 876) came into force on 16 June 2026, together with the establishment of the Anti-Bullying Tribunal. The law adopts a broader understanding of bullying that includes physical, psychological, social, and online harm. An incident does not always have to occur repeatedly to qualify as bullying; a single severe act may also fall within the law if it causes significant harm to the victim.

A central feature of the new system is the Anti-Bullying Tribunal, which provides a faster, child-friendly, and cost-free alternative to lengthy civil court proceedings. Cases occurring within educational institutions are generally expected to be reported first to the institution’s anti-bullying committee. If no appropriate action is taken, the complaint is mishandled, or the school refers the matter to the complainant’s consent, the case may proceed to the Tribunal. Incidents involving children outside the supervision of an educational institution may be submitted directly.

The Tribunal’s role is not limited to punishment. Its restorative approach focuses on stopping harmful behaviour, repairing the damage, and reducing the likelihood of recurrence. It may order a formal apology, the removal of harmful digital content, reimbursement of expenses, compensation or damages, rehabilitation, counselling, or parenting-support sessions. Hearings are conducted privately, and restrictions apply to the publication of information that could identify a child.

The law also places greater responsibility on educational institutions. Schools must establish anti-bullying committees, adopt clear prevention and response procedures, provide confidential and child-sensitive reporting channels, offer counselling and psychosocial support, and train staff to recognise and manage bullying. These requirements reflect the principle that children should not carry the burden of reporting and protecting themselves alone. Malaysia’s Children’s Commissioner has emphasised that the success of the law will depend on cooperation among schools, parents, teachers, government agencies, civil society, and children themselves.

Where bullying also involves assault, serious threats, sexual harassment, abuse, or other criminal conduct, victims may still make a police report. Malaysia’s approach therefore operates at several levels: schools manage appropriate disciplinary cases, the Tribunal provides remedies and restorative intervention, and the criminal justice system addresses serious offences.

Cyberbullying presents an additional challenge because harmful behaviour can continue beyond school hours and spread rapidly through digital platforms. Malaysia has therefore introduced age-verification requirements for social media accounts and restrictions preventing children under 16 from opening their own accounts. The measures are intended to reduce exposure to cyberbullying, online grooming, exploitation and harmful content. However, they have also raised questions about privacy, the effectiveness of age verification, and whether young users may simply move to less visible online spaces. The online safeguards took effect on 1 June 2026.

The introduction of a law does not automatically mean that bullying will disappear. Its real impact will depend on how quickly complaints are handled, whether victims receive meaningful support, whether schools implement the required safeguards, and whether children feel safe enough to ask for help.

The most important measure of success will therefore not be the number of cases reported or punishments imposed. It will be whether bullying occurs less often, whether repeated harm can be prevented, and, above all, whether children in Malaysian schools are safer than they were before the law came into force.