ก่อนเป็นภาษาราชการ ภาษามลายูเคยเป็นภาษากลางของภูมิภาคนี้มาก่อน
ภาษามลายูไม่ใช่ภาษาที่เพิ่งเกิดขึ้นพร้อมประเทศมาเลเซีย แต่เป็นหนึ่งในภาษาพื้นถิ่นสำคัญของภูมิภาคนี้มาหลายศตวรรษ
ความรุ่งเรืองของรัฐสุลต่านมะละกาในคริสต์ศตวรรษที่ 15 ช่วยยกระดับภาษามลายูให้เป็น lingua franca หรือภาษากลางที่พ่อค้า นักเดินเรือ นักการทูต นักเผยแผ่ศาสนา และผู้คนจากหลายชุมชนใช้ติดต่อกัน
ภาษามลายูจึงไม่ได้ทำหน้าที่เฉพาะในหมู่ชาวมลายู แต่เชื่อมผู้คนจากจีน อินเดีย อาหรับ และดินแดนต่าง ๆ ในหมู่เกาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้าด้วยกัน และใช้ในการค้า การติดต่อสื่อสาร ก่อนที่จะมีประเทศที่เรียกว่ามาเลเซียเสียอีก
ภาษามลายูภาษาเดียว แต่เขียนได้สองระบบอักษร
เมื่อกล่าวถึงประวัติศาสตร์ภาษามลายู ต้องแยกระหว่าง “ภาษา” กับ “อักษร” ให้ชัดเจน
คำว่า Bahasa Melayu สามารถเขียนด้วยอักษรรูมีว่า Bahasa Melayu และเขียนด้วยอักษรยาวีว่า بهاس ملايو ทั้งสองแบบคือภาษาเดียวกัน ไม่ใช่คนละภาษา เพียงใช้ระบบอักษรต่างกัน
อักษรยาวียืมมาจากอักษรอาหรับ โดยเพิ่มตัวอักษรบางตัวเพื่อแทนเสียงที่มีในภาษามลายู เช่น چ (ca), ڠ (nga), ڤ (pa), ݢ (ga), ۏ (va) และ ڽ (nya) อักษรนี้แพร่หลายขึ้นพร้อมกับการรับอิสลาม และเคยเป็นอักษรสำคัญของราชสำนัก การติดต่อทางการทูต กฎหมาย ตำราศาสนา ตำราการแพทย์ และวรรณกรรมมลายู
มรดกทางความคิดจำนวนมากของโลกมลายู จึงถูกเก็บรักษาไว้ในต้นฉบับยาวี หากคนรุ่นหลังอ่านยาวีไม่ได้ ประตูที่นำไปสู่ความรู้ส่วนหนึ่งในอดีตก็ย่อมปิดลงด้วย
ส่วนอักษรรูมีคืออักษรโรมันที่เราใช้เขียนภาษามลายูในปัจจุบัน อักษรนี้ค่อย ๆ มีบทบาทมากขึ้นผ่านระบบการศึกษา การพิมพ์ และการบริหารในยุคอาณานิคม ก่อนจะกลายเป็นอักษรหลักของโรงเรียน หน่วยงานราชการ สื่อ และการสื่อสารสมัยใหม่
มีเอกราชแล้ว เหตุใดจึงยังต้องรอ?
เมื่อสหพันธรัฐมลายาได้รับเอกราชในปี 1957 มาตรา 152 แห่งรัฐธรรมนูญสหพันธรัฐกำหนดให้ภาษามลายูเป็นภาษาประจำชาติ
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนภาษาที่ใช้ในระบบราชการไม่สามารถเกิดขึ้นได้ทันที หน่วยงานของรัฐ กฎหมาย เอกสาร แบบฟอร์ม และบุคลากรจำนวนมากยังคงทำงานผ่านภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นภาษาหลักของการบริหารในสมัยอาณานิคม
รัฐธรรมนูญจึงกำหนดช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านสิบปี โดยยังอนุญาตให้ใช้ภาษาอังกฤษในกิจการราชการ รัฐสภา และกระบวนการทางกฎหมายได้ ช่วงเวลาดังกล่าวเปิดโอกาสให้ประเทศค่อย ๆ เตรียมภาษามลายูให้สามารถรองรับหน้าที่ของรัฐสมัยใหม่ได้อย่างแท้จริง
สิ่งที่ต้องสร้างขึ้นไม่ได้มีเพียงคำศัพท์สำหรับหนังสือราชการ แต่รวมถึงบุคลากร ตำรา ระบบการศึกษา ศัพท์กฎหมาย ศัพท์วิชาการ ตลอดจนความสามารถในการใช้ภาษามลายูเพื่อบริหารประเทศและผลิตองค์ความรู้
กล่าวอีกนัยหนึ่ง การประกาศสถานะทางกฎหมายทำได้ภายในวันเดียว แต่การสร้างระบบที่ทำให้ภาษาหนึ่งสามารถปฏิบัติหน้าที่ในทุกระดับของรัฐต้องใช้เวลา
การเตรียมภาษาผ่านระบบการศึกษา
ระบบการศึกษามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนภาษามลายูจากภาษาประจำชาติในรัฐธรรมนูญ ให้กลายเป็นภาษาที่สามารถใช้งานได้จริงในสังคมและสถาบันของรัฐ Penyata Razak 1956 วางรากฐานของนโยบายการศึกษาแห่งชาติ โดยกำหนดให้ภาษามลายูมีบทบาทสำคัญ ในฐานะภาษาประจำชาติและภาษาที่จะเชื่อมผู้เรียนจากภูมิหลังต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ต่อมา Penyata Rahman Talib 1960 สนับสนุนทิศทางดังกล่าว และขยายการใช้ภาษามลายูเป็นสื่อการเรียนการสอนอย่างเป็นลำดับขั้นตอน
เพราะการสร้างภาษาราชการไม่ใช่แค่การเปลี่ยนข้อความบนเอกสาร แต่เป็น กระบวนการสร้างคนรุ่นใหม่ที่สามารถอ่าน เขียน เรียนรู้ และทำงานผ่านภาษานั้นได้
สิบปีหลังเอกราชจึงเป็นทั้งช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน และช่วงเวลาสร้างความพร้อม เพื่อให้ภาษามลายูไม่ได้มีสถานะพิเศษแค่ในรัฐธรรมนูญ แต่สามารถทำหน้าที่ในห้องเรียน มหาวิทยาลัย สำนักงานราชการ รัฐสภา และระบบกฎหมายได้จริง
1 กันยายน 1967 วันที่ภาษามลายูก้าวขึ้นเป็นภาษาราชการอย่างสมบูรณ์
ในเดือนมีนาคม 1967 รัฐสภาได้ผ่านร่างกฎหมายภาษาแห่งชาติ เพื่อเสริมความชัดเจนให้แก่สถานะและการใช้ภาษามลายูในกิจการราชการ
ต่อมาในวันที่ 1 กันยายน 1967 เพียงหนึ่งวันหลังการเฉลิมฉลองเอกราชครบรอบสิบปี Yang di-Pertuan Agong คนที่ 4 คือ Sultan Ismail Nasiruddin Shah ibni Sultan Zainal Abidin ทรงประกาศให้ภาษามลายูเป็นภาษาราชการของสหพันธรัฐมาเลเซีย
คำประกาศดังกล่าว ได้มีการถ่ายทอดผ่านวิทยุและโทรทัศน์ไปทั่วประเทศ พระองค์ทรงอธิบายว่า การยกระดับภาษาประจำชาติขึ้นเป็นภาษาราชการ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ในประวัติศาสตร์เอกราชของประเทศ
ในวันเดียวกัน สำนักนายกรัฐมนตรีได้ออก Pekeliling Am No. 12 Tahun 1967 กำหนดให้ใช้ภาษามลายูในการทำงานประจำวันของหน่วยงานราชการ การประกาศครั้งนี้จึงไม่ได้มีความหมายในเชิงสัญลักษณ์ แต่เชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงในการบริหารจริง
Tunku Abdul Rahman นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นกล่าวว่า การประกาศดังกล่าวทำให้เอกราชของประเทศมีความสมบูรณ์ เพราะประเทศไม่ได้มีแค่รัฐบาล ธงชาติ และอำนาจในการปกครอง แต่ยังสามารถใช้อำนาจนั้นผ่านภาษาประจำชาติของตนได้ด้วย
แล้วรัฐเลือกอักษรยาวีหรือรูมี?
พระราชบัญญัติภาษาแห่งชาติ 1963/67 มาตรา 9 กำหนดให้อักษรรูมีเป็นอักษรของภาษาประจำชาติ แต่ในมาตราเดียวกันก็ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ข้อกำหนดนี้ไม่ได้ห้ามการใช้อักษรมลายูที่รู้จักกันทั่วไปว่า “อักษรยาวี”
กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ รูมีเป็นอักษรหลักของระบบราชการและการสื่อสารสมัยใหม่ แต่อักษรยาวีไม่ได้ถูกยกเลิก
รัฐเลือกความสะดวกของรูมีสำหรับการบริหารและการศึกษาสมัยใหม่ ขณะเดียวกันก็ยังรักษาพื้นที่ทางกฎหมายให้อักษรที่บันทึกประวัติศาสตร์ของโลกมลายูมาหลายศตวรรษ
สถานะของอักษรยาวีในมาเลเซียปัจจุบัน?
ทุกวันนี้ อักษรรูมีเป็นอักษรที่ประชาชนพบเห็นมากที่สุดในโรงเรียน เอกสารราชการ หนังสือพิมพ์ เว็บไซต์ และชีวิตประจำวัน ส่วนยาวีไม่ได้มีสถานะเท่าเทียมกับรูมีในฐานะอักษรหลักของการบริหารประเทศ
อย่างไรก็ตาม ยาวียังคงปรากฏในการศึกษาศาสนา หลักสูตรบางส่วน ป้ายสาธารณะในบางรัฐ งานของสถาบันกษัตริย์ เอกสารประวัติศาสตร์ ศิลปะการเขียน ป้ายร้านค้า และการศึกษาต้นฉบับมลายู รายละเอียดของการส่งเสริมหรือการใช้ยาวีอาจแตกต่างกันไปในแต่ละรัฐและแต่ละระบบโรงเรียน
กระทรวงศึกษาธิการยังมีการแนะนำอักษรยาวี ในหลักสูตรภาษามลายูบางระดับ ขณะที่กรมมรดกแห่งชาติจัดให้อักษรยาวีอยู่ในขอบเขตของมรดกทางภาษาและวรรณกรรมที่ควรอนุรักษ์
สถานะของยาวีในปัจจุบันจึงอยู่ระหว่าง “อักษรที่ยังมีชีวิต” กับ “มรดกที่ต้องพยายามรักษา” มันยังไม่หายไป แต่ไม่ได้เป็นทักษะที่ชาวมาเลเซียทุกคนสามารถอ่านและเขียนดังเช่นในอดีต
มาเลเซียปัจจุบันยังคงเป็นสังคมพหุภาษา
การยกภาษามลายูขึ้นเป็นภาษาราชการ ไม่ได้หมายถึงการห้ามใช้ภาษาอื่น มาตรา 152 ยังคุ้มครองสิทธิในการใช้ เรียน และสอนภาษาอื่นนอกเหนือจากกิจการทางการ รวมทั้งให้อำนาจรัฐบาลกลางและรัฐบาลของรัฐในการอนุรักษ์และส่งเสริมการศึกษาเกี่ยวกับภาษาของชุมชนต่าง ๆ
ภาษามลายูทำหน้าที่เป็นภาษาประจำชาติ ภาษาราชการ และภาษาร่วมที่เชื่อมประชาชนจากรัฐและกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ขณะเดียวกัน ภาษาจีนกลางและภาษาจีนถิ่นต่าง ๆ เช่น ฮกเกี้ยน กวางตุ้ง ฮากกา และแต้จิ๋ว ยังคงใช้ในครอบครัว ชุมชน ธุรกิจ สื่อ และการศึกษา
ภาษาทมิฬและภาษาอื่น ๆ ที่ใช้ในชุมชนเชื้อสายเอเชียใต้ เช่น ปัญจาบี เตลูกู มาลายาลัม และอูรดู ยังคงมีบทบาทในชีวิตประจำวัน ศาสนา วัฒนธรรม และการศึกษา ส่วนซาบาห์และซาราวักก็เป็นพื้นที่ของภาษาพื้นเมืองจำนวนมาก เช่น Iban, Bidayuh, Kadazan-Dusun และ Bajau ขณะที่ชุมชน Orang Asli ในคาบสมุทรยังคงรักษาภาษาและองค์ความรู้ของตนไว้ในรูปแบบต่าง ๆ รวมทั้งชุมชนชาวสยาม โดยเฉพาะในรัฐทางตอนเหนือ ก็ยังคงใช้ภาษาไทยภายในครอบครัวและชุมชน
ในชีวิตจริง ชาวมาเลเซียจำนวนมากไม่ได้ใช้ภาษาใดภาษาหนึ่งแยกขาดจากภาษาอื่น แต่เลือกและสลับภาษาไปตามคู่สนทนา สถานที่ และวัตถุประสงค์ คนคนเดียวอาจใช้ภาษามลายูเมื่อติดต่อหน่วยงานราชการ ใช้ภาษาอังกฤษในมหาวิทยาลัยหรือสถานที่ทำงาน และกลับไปใช้ภาษาจีน ภาษาทมิฬ ภาษาไทย หรือภาษาพื้นเมืองเมื่อพูดคุยกับครอบครัวและชุมชน
ความหลากหลายเช่นนี้ไม่ได้ทำให้สถานะของภาษามลายูลดลง หากสะท้อนว่าภาษาต่าง ๆ สามารถทำหน้าที่คนละด้านภายในสังคมเดียวกันได้
ความท้าทายของมาเลเซียจึงไม่ควรถูกมองว่า เป็นการเลือกระหว่างภาษามลายูกับภาษาอังกฤษ ระหว่างอักษรรูมีกับยาวี หรือระหว่างภาษาประจำชาติกับภาษาของชุมชน แต่คือการทำให้ภาษามลายูเข้มแข็งเพียงพอสำหรับการบริหาร การศึกษา และการผลิตองค์ความรู้ ขณะเดียวกันก็รักษาความสามารถทางภาษาอังกฤษและคุ้มครองความหลากหลายทางภาษา ซึ่งเป็นทุนทางสังคมและวัฒนธรรมของประเทศ
วันที่ 1 กันยายน 1967 จึงไม่ใช่วันที่ภาษามลายูถือกำเนิด และไม่ใช่วันที่ภาษาอื่นสิ้นสุดลง แต่เป็นวันที่ภาษาซึ่งเคยเชื่อมผู้คนในโลกมลายู ได้รับมอบหมายให้เชื่อมประชาชนของประเทศเอกราชอย่างเป็นทางการ
ภาษามลายูสามารถเป็นเสียงร่วมของประเทศ ได้โดยไม่จำเป็นต้องทำให้เสียงอื่นเงียบลง ขณะที่อักษรรูมีและยาวีก็เป็นหลักฐานว่า ภาษาเดียวกันสามารถคงไว้ทั้งในความทรงจำของอดีตและความต้องการของโลกสมัยใหม่ไปพร้อมกันได้
อ้างอิง
พระราชบัญญัติภาษาแห่งชาติ 1963/67 — Dewan Bahasa dan Pustaka
การนำอักษรยาวีเข้าสู่หลักสูตรภาษามลายู — กระทรวงศึกษาธิการมาเลเซีย
อักษรยาวีในฐานะมรดกทางภาษาและวรรณกรรม — กรมมรดกแห่งชาติมาเลเซีย
รัฐธรรมนูญแห่งสหพันธรัฐมาเลเซีย — Attorney General’s Chambers



