คดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญหลายคดีที่เกิดขึ้นในประเทศไทยช่วงที่ผ่านมา ทำให้ประเด็น "โทษประหารชีวิต" กลับมาเป็นที่ถกเถียงในสังคมอีกครั้ง เสียงเรียกร้องให้ลงโทษผู้กระทำผิดด้วยบทลงโทษสูงสุดดังขึ้นทุกครั้งที่เกิดอาชญากรรมรุนแรง ขณะที่อีกด้านหนึ่งก็มีคำถามถึงประสิทธิภาพของโทษประหารว่าสามารถยับยั้งอาชญากรรมได้จริงหรือไม่ และระบบยุติธรรมควรเปิดโอกาสให้พิจารณาปัจจัยแวดล้อมเฉพาะตัวของผู้กระทำผิดมากน้อยเพียงใด
เมื่อมองไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย หลายคนมักเข้าใจว่าเป็นประเทศที่ใช้กฎหมายอาญาอย่างเข้ม งวด โดยเฉพาะในคดีฆาตกรรมและคดียาเสพติด จนมีภาพจำว่า "หากทำผิดร้ายแรง ก็ต้องถูกประหารชีวิต"
แต่ความเป็นจริงในปัจจุบันซับซ้อนกว่านั้น
ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา มาเลเซียได้ดำเนินการปฏิรูปกฎหมายอาญาครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งนับตั้งแต่ได้รับเอกราช โดยยกเลิกโทษประหารชีวิตภาคบังคับ (Mandatory Death Penalty) และเปิดโอกาสให้ศาลสามารถใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษตามพฤติการณ์ของแต่ละคดี อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่ามาเลเซียยกเลิกโทษประหารชีวิต หากแต่เป็นการเปลี่ยนแนวคิดจากระบบที่ศาล "ไม่มีทางเลือก" ไปสู่ระบบที่ศาลสามารถเลือกบทลงโทษที่เหมาะสมกับข้อเท็จจริงของแต่ละคดีได้มากขึ้น
กล่าวอีกนัยหนึ่ง มาเลเซียไม่ได้ยกเลิกโทษประหาร แต่ปรับเปลี่ยน "วิธีใช้" โทษประหาร
จากมรดกกฎหมายอังกฤษสู่การปฏิรูปในศตวรรษที่ 21
โทษประหารชีวิตของมาเลเซียมีรากฐานมาจากระบบกฎหมายอังกฤษในยุคอาณานิคม โดยใช้การแขวนคอ (Hanging) เป็นวิธีการประหารชีวิต ซึ่งยังคงเป็นวิธีที่กฎหมายกำหนดมาจนถึงปัจจุบัน ภายหลังได้รับเอกราชในปี 1957 มาเลเซียยังคงใช้กฎหมายอาญาหลายส่วนที่สืบทอดจากอังกฤษ รวมทั้งบทบัญญัติเกี่ยวกับโทษประหารชีวิต ต่อมาในช่วงทศวรรษ 1980–1990 ซึ่งเป็นช่วงที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เผชิญปัญหาการค้ายาเสพติด การก่อการร้าย และอาชญากรรมข้ามชาติ รัฐบาลมาเลเซียได้เพิ่มความเข้มงวดของกฎหมาย โดยกำหนดให้ความผิดหลายฐานมีโทษประหารชีวิตภาคบังคับ หมายความว่า เมื่อศาลพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด ศาลจะไม่มีอำนาจเลือกบทลงโทษอื่นนอกจากประหารชีวิต
แนวคิดดังกล่าวตั้งอยู่บนฐานความเชื่อว่า ความเด็ดขาดของบทลงโทษจะช่วยยับยั้งอาชญากรรมร้ายแรงได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ก็เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์เพิ่มขึ้นจากทั้งนักกฎหมาย ผู้พิพากษา นักวิชาการ และองค์กรสิทธิมนุษยชนว่า การกำหนดโทษแบบเดียวกับทุกคดีอาจขัดต่อหลักความเป็นธรรม เพราะศาลไม่สามารถพิจารณาความแตกต่างระหว่างผู้บงการกับผู้ร่วมกระทำ ผู้กระทำผิดครั้งแรกกับผู้กระทำผิดซ้ำ หรือผู้ที่มีเหตุบรรเทาโทษกับผู้ที่ลงมืออย่างโหดเหี้ยมได้อย่างเหมาะสม
แรงกดดันดังกล่าวนำไปสู่การประกาศ Moratorium หรือการชะลอการบังคับโทษประหารชีวิตในปี 2018 แม้ว่าศาลจะยังคงมีคำพิพากษาประหารชีวิตออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่รัฐบาลได้หยุดการประหารจริงไว้ เพื่อเปิดทางให้มีการทบทวนกฎหมายทั้งระบบ ก่อนที่การปฏิรูปครั้งประวัติศาสตร์จะเกิดขึ้นในปี 2023
ประเทศอิสลาม แต่โทษประหารไม่ได้มาจากกฎหมายชารีอะห์
แม้มาเลเซียจะกำหนดให้ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจำสหพันธรัฐตามรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ได้หมายความว่าคดีอาญาร้ายแรงทั้งหมดจะอยู่ภายใต้กฎหมายอิสลาม (Syariah) ในความเป็นจริง คดีฆาตกรรม การค้ายาเสพติด การก่อการร้าย การลักพาตัวเรียกค่าไถ่ และความผิดอาญาร้ายแรงอื่น ๆ อยู่ภายใต้ ระบบกฎหมายของรัฐ (Civil Law) ซึ่งได้รับอิทธิพลจากระบบกฎหมายอังกฤษมาตั้งแต่สมัยอาณานิคม ศาลที่พิจารณาคดีเหล่านี้คือ High Court, Court of Appeal และ Federal Courtไม่ใช่ศาลชารีอะห์
ขอบเขตอำนาจของศาลชารีอะห์ในมาเลเซียจำกัดอยู่เฉพาะประชาชนที่นับถือศาสนาอิสลาม และครอบคลุมประเด็นเกี่ยวกับกฎหมายครอบครัว การสมรส การหย่า มรดก ศาสนกิจ ตลอดจนความผิดทางศาสนาบางประการที่กฎหมายของแต่ละรัฐกำหนด เช่น การดื่มสุรา การไม่ถือศีลอดในเดือนรอมฎอน หรือการอยู่กันโดยมิชอบ (khalwat)
อย่างไรก็ตาม ศาลชารีอะห์ ไม่มีอำนาจพิจารณาคดีฆาตกรรม คดียาเสพติด หรือคดีอาญาร้ายแรง ซึ่งยังอยู่ภายใต้ศาลยุติธรรมและกฎหมายของรัฐสภาสหพันธรัฐ
ดังนั้น แม้มาเลเซียจะเป็นประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม และมีระบบศาลชารีอะห์ควบคู่กับศาลยุติธรรม แต่โทษประหารชีวิตที่กล่าวถึงในบทความนี้ มิได้เป็นบทลงโทษตามกฎหมายชารีอะห์ หากแต่เป็นบทลงโทษตามกฎหมายอาญาของรัฐ (Civil Criminal Law) ที่ใช้กับประชาชนทุกศาสนาอย่างเท่าเทียมกัน
การปฏิรูปกฎหมายครั้งประวัติศาสตร์ในปี 2023: ไม่ใช่แค่ยกเลิก Mandatory Death Penalty
หลังจากประกาศชะลอการบังคับโทษประหารชีวิต (Moratorium) มาตั้งแต่ปี 2018 รัฐบาลมาเลเซียได้เดิน หน้าทบทวนกฎหมายอาญาทั้งระบบ รัฐสภามาเลเซียได้ผ่านกฎหมายหลายฉบับในปี 2023 เพื่อยกเลิกโทษประหารชีวิตภาคบังคับ (mandatory death penalty reforms) โดยเฉพาะ Revision of Sentence of Death and Imprisonment for Natural Life (Temporary Jurisdiction of the Federal Court) Act 2023 [Act 847] และกฎหมายแก้ไขที่เกี่ยวข้องกับประมวลกฎหมายอาญา กฎหมายยาเสพติด กฎหมายอาวุธปืน และกฎหมายลักพาตัว
อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากการแก้ไขกฎหมายเพียงฉบับเดียว หากแต่เป็นการปรับปรุงกฎหมายหลายฉบับที่เกี่ยวข้องกับโทษประหารชีวิตพร้อมกัน เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการใหม่ที่ให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษแทนการลงโทษโดยอัตโนมัติ
กฎหมายสำคัญที่ได้รับการแก้ไข ได้แก่
- Penal Code (Act 574) หรือประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งครอบคลุมความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา การทำสงครามต่อกษัตริย์ และความผิดร้ายแรงอื่น ๆ
- Dangerous Drugs Act 1952 (Act 234) ซึ่งเดิมกำหนดโทษประหารชีวิตภาคบังคับสำหรับความ ผิดฐานค้ายาเสพติดบางประเภท และเป็นกฎหมายที่มีผู้ต้องโทษประหารจำนวนมากที่สุด
- Firearms (Increased Penalties) Act 1971 (Act 37) ซึ่งกำหนดโทษสำหรับการใช้อาวุธปืนในการก่ออาชญากรรมร้ายแรง
- Kidnapping Act 1961 (Act 365) ที่เกี่ยวข้องกับความผิดฐานลักพาตัวเรียกค่าไถ่
- รวมถึงกฎหมายด้านความมั่นคงและการต่อต้านการก่อการร้ายอีกหลายฉบับ เช่น Anti-Trafficking in Persons and Anti-Smuggling of Migrants Act, Security Offences (Special Measures) Act และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนการก่อการร้าย
หัวใจของการแก้ไขกฎหมายทั้งหมดคือ การเปลี่ยนจากระบบ Mandatory Death Penalty ไปสู่ Discretionary Death Penalty กล่าวคือ ศาลไม่จำเป็นต้องพิพากษาประหารชีวิตทุกครั้งเมื่อจำเลยมีความผิด แต่สามารถเลือกลงโทษประหารชีวิต หรือกำหนดโทษจำคุกระหว่าง 30–40 ปี พร้อมโทษโบยตามข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ของแต่ละคดี
กล่าวอีกนัยหนึ่ง การปฏิรูปในปี 2023 ไม่ใช่เพียงการแก้ไขบทลงโทษของกฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่ง แต่เป็นการปรับโครงสร้างแนวคิดของกฎหมายอาญามาเลเซียทั้งระบบ จากการใช้ "บทลงโทษเดียวสำหรับทุกคน" ไปสู่การให้อำนาจศาลพิจารณาความแตกต่างของแต่ละคดีเป็นรายบุคคล
ความผิดใดได้รับผลจากการแก้ไขกฎหมาย
ก่อนการปฏิรูป มาเลเซียมีความผิดที่กำหนดโทษประหารชีวิตรวม 33 ฐานความผิด โดยในจำนวนนี้ 11 ฐานความผิด กำหนดให้ศาลต้องลงโทษประหารชีวิตโดยอัตโนมัติ ความผิดสำคัญที่ได้รับผลจากการแก้ไข อาทิเช่น
- ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา (Murder)
- ลักพาตัวเรียกค่าไถ่ (Hostage Taking)
- ทำสงครามต่อสมเด็จพระราชาธิบดีหรือ Yang di-Pertuan Agong หรือต่อรัฐ
- ความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายหลายรูปแบบ
- การเป็นหัวหน้ากลุ่มก่อการร้าย
- การให้การสนับสนุนด้านทรัพย์สินหรือบริการแก่การก่อการร้าย
- การอำนวยความสะดวกแก่องค์กรอาชญากรรม
- ความผิดเกี่ยวกับการใช้อาวุธปืนบางประเภท
- ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด
ภายหลังการแก้ไขกฎหมายไม่ได้ตัดโทษประหารออกจากความผิดเหล่านี้ แต่เปลี่ยนจาก "ต้องประหาร" เป็น "ศาลสามารถเลือกได้" ตามพฤติการณ์ของแต่ละคดี
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังได้ยกเลิกโทษประหารสำหรับบางฐานความผิดที่เห็นว่าไม่เหมาะสม ส่งผลให้ปัจจุบันมาเลเซียเหลือความผิดที่ยังมีโทษประหารชีวิต 27 ฐานความผิด ซึ่งทั้งหมดอยู่ภายใต้ดุลพินิจของศาล
เมื่อผู้พิพากษาได้รับ "ดุลพินิจ"
การให้อำนาจศาลเลือกบทลงโทษ ไม่ได้หมายความว่าผู้กระทำผิดจะได้รับโทษเบาลงเสมอไป แต่หมายความว่าศาลสามารถพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ ประกอบการกำหนดโทษ เช่น
- ระดับความรุนแรงของการกระทำ
- การวางแผนล่วงหน้า
- บทบาทของจำเลยในคดี
- แรงจูงใจในการก่อเหตุ
- อายุและภูมิหลังของผู้กระทำผิด
- การสำนึกผิดและความร่วมมือกับกระบวนการยุติธรรม
- เหตุบรรเทาโทษอื่น ๆ
แนวคิดนี้สอดคล้องกับหลักการสำคัญของกระบวนการยุติธรรมสมัยใหม่ที่มองว่า ผู้กระทำผิดแต่ละคนไม่ควรถูกตัดสินด้วยมาตรฐานเดียวกัน หากพฤติการณ์ของคดีแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
ผลของการปฏิรูป: นักโทษประหารจากกว่า 1,300 คน เหลือไม่ถึงหนึ่งร้อยคน
หนึ่งในผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดที่สุดของการปฏิรูป คือการเปิดโอกาสให้ผู้ต้องโทษประหารชีวิตเดิมสามารถยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาโทษใหม่
ก่อนการแก้ไขกฎหมาย มาเลเซียมีผู้ต้องขังรอการประหารชีวิตประมาณ 1,320–1,324 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคดีเกี่ยวกับยาเสพติด
หลังจากกฎหมายมีผลบังคับใช้ ศาลได้ทยอยพิจารณาคำร้องของผู้ต้องขังจำนวนมาก โดยภายในปี 2025 มีผู้ต้องขังได้รับการพิจารณาลดโทษแล้วกว่า 863 คน ขณะที่ผู้ต้องโทษประหารชีวิตที่ยังเหลืออยู่ลดลงเหลือเพียง 97 คน
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การปฏิรูปครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการแก้ไขตัวบทกฎหมาย แต่ส่งผลต่อชีวิตของผู้ต้องขังจำนวนมากที่เคยถูกตัดสินประหารภายใต้ระบบกฎหมายเดิม
คำพิพากษาประหารยังมี แต่ใช้น้อยลง
แม้มาเลเซียจะยังคงโทษประหารชีวิตไว้ แต่สถิติหลังการปฏิรูปแสดงให้เห็นว่าศาลใช้บทลงโทษนี้อย่างระมัด ระวังมากขึ้น โดยจำนวนคำพิพากษาประหารชีวิตลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงหลังการแก้ไขกฎหมาย ขณะที่หลายคดีซึ่งในอดีตต้องลงโทษประหารชีวิตโดยอัตโนมัติ ปัจจุบันศาลเลือกใช้โทษจำคุกระยะยาวแทน
ในอีกด้านหนึ่ง มาเลเซียยังคงนโยบาย Moratorium ที่เริ่มตั้งแต่ปี 2018 ส่งผลให้ยังไม่มีการบังคับโทษประหารชีวิตเพิ่มเติม แม้ว่าศาลจะยังสามารถพิพากษาประหารชีวิตได้ตามกฎหมาย
กล่าวได้ว่า ปัจจุบันมาเลเซียอยู่ในสถานะที่ "ยังมีโทษประหาร แต่ยังไม่มีการประหาร"
คดีที่สะท้อนการใช้โทษประหารในมาเลเซีย
- Mona Fandey : คดีที่กลายเป็นตำนานอาชญากรรมของมาเลเซีย
หากกล่าวถึงคดีประหารชีวิตที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดในมาเลเซีย ชื่อของ Mona Fandey ยังคงถูกกล่าวถึงเสมอจากอดีตนักร้องผู้ผันตัวเป็นหมอผี พร้อมสามีและผู้ร่วมขบวนการ หลอกนักการเมืองรัฐปะหัง Mazlan Idris ให้เข้าพิธีกรรมเพื่อเสริมดวง ก่อนลงมือสังหารและแยกชิ้นส่วนศพเพื่ออำพรางคดี ทั้งสามถูกศาลพิพากษาประหารชีวิต และถูกแขวนคอในปี 2001
คดีนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของอาชญากรรมที่สังคมมาเลเซียมองว่าโหดเหี้ยมเกินกว่าจะได้รับความปรานี และเป็นที่จดจำจากคำพูดสุดท้ายของโมน่าก่อนถูกประหารว่า "Aku takkan mati" (ฉันจะไม่มีวันตาย)
- Kevin Morais : บทพิสูจน์ของกฎหมายใหม่
อีกคดีหนึ่งที่ได้รับความสนใจอย่างมาก คือ คดีฆาตกรรม Kevin Morais รองอัยการของมาเลเซีย ซึ่งหายตัวไปในปี 2015 ก่อนพบศพถูกบรรจุในถังเหล็กที่หล่อด้วยปูนซีเมนต์และนำไปทิ้งในบึง
ล่าสุดเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2026 ศาลสูงสุดของมาเลเซียมีคำพิพากษายืนโทษประหารชีวิตอดีตแพทย์ทหาร R. Kunaseegaran ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้วางแผนหลักของคดี ขณะที่จำเลยบางรายได้รับการยกฟ้องหรือได้รับการลดโทษ
คำพิพากษาดังกล่าวสะท้อนว่า แม้กฎหมายจะเปิดโอกาสให้ศาลใช้ดุลพินิจ แต่สำหรับคดีที่มีการวางแผนอย่างรัดกุมและมีความโหดเหี้ยมเป็นพิเศษ ศาลยังคงเห็นว่าโทษประหารชีวิตเป็นบทลงโทษที่เหมาะสม
- คนไทยสองคนที่รอดจากโทษประหาร
ในอีกด้านหนึ่ง การปฏิรูปกฎหมายก็เปิดโอกาสให้ผู้ต้องขังจำนวนหนึ่งได้รับการพิจารณาใหม่ เดือนพฤศจิกายน 2023 ศาลมาเลเซียเริ่มพิจารณาทบทวนโทษของผู้ต้องขังคดียาเสพติดกลุ่มแรกจำนวน 11 คน ซึ่งรวมถึงคนไทย 2 คนที่เดิมถูกตัดสินประหารชีวิต ก่อนที่ศาลจะเปลี่ยนโทษเป็นจำคุก 30 ปี
คดีดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงผลกระทบโดยตรงของกฎหมายใหม่ ที่เปิดโอกาสให้ศาลพิจารณาความแตกต่างของแต่ละคดี แทนการใช้บทลงโทษเดียวกับผู้กระทำผิดทุกคน
บทเรียนจากมาเลเซีย: เปลี่ยน "วิธีลงโทษ" มากกว่ายกเลิก "โทษประหาร"
การปฏิรูปกฎหมายของมาเลเซียจึงไม่ได้เป็นเพียงการแก้ไขบทบัญญัติเรื่องโทษประหารชีวิต หากแต่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของแนวคิดในกระบวนการยุติธรรม จากการเชื่อว่า "บทลงโทษที่เด็ดขาดที่สุด" คือคำตอบของอาชญากรรม ไปสู่การเชื่อว่า "ความยุติธรรม" ต้องเปิดพื้นที่ให้ศาลพิจารณาความแตกต่างของมนุษย์ในแต่ละคดี
ในห้วงเวลาที่สังคมไทยกำลังเรียกร้องให้ลงโทษผู้กระทำผิดในคดีฆาตกรรมอย่างเฉียบขาด ขณะเดียวกันก็มีเสียงโต้แย้งว่าโทษประหารไม่ได้ช่วยลดอาชญากรรม คำถามที่ควรถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงอาจไม่ใช่เพียงว่า "ควรประหารหรือไม่" แต่คือ เราคาดหวังให้โทษประหารทำหน้าที่อะไรในระบบยุติธรรม ระหว่างการตอบแทนความผิด การยับยั้งอาชญากรรม หรือการเยียวยาความรู้สึกของสังคม
มาเลเซียไม่ได้ให้คำตอบแทนประเทศอื่น แต่ได้แสดงให้เห็นว่า แม้จะยังคงโทษประหารชีวิตไว้ในระบบกฎหมาย รัฐก็สามารถปรับวิธีใช้บทลงโทษสูงสุด ให้สอดคล้องกับหลักความยุติธรรมที่เปิดพื้นที่สำหรับการพิจารณาเป็นรายกรณีได้
บางที คำถามที่สังคมควรถกเถียง อาจไม่ใช่ว่า 'โทษประหารควรมีอยู่หรือไม่' แต่คือ 'ความยุติธรรมควรมีหน้าตาเป็นอย่างไร
อ้างอิง
1. Amnesty International. (2024). Malaysia: One year since repeal of the mandatory death penalty. https://www.amnesty.org/en/documents/act50/8248/2024/en/
2. Amnesty International Malaysia. (2023). Abolish death penalty campaign. https://www.amnesty.my/abolish-death-penalty/
3. Free Malaysia Today. (2026, July 31). Ex-military doctor fails in bid to review conviction for Kevin Morais’s murder. https://www.freemalaysiatoday.com/category/nation/2026/07/31/ex-military-doctor-fails-in-bid-to-review-conviction-for-kevin-morais-s-murder
4. Malay Mail. (2023, July 3). The abolition of mandatory death penalty bill 2023 [Infographic]. https://www.malaymail.com/news/malaysia/2023/07/03/abolishment-of-mandatory-death-penalty-gazetted-to-come-into-force-tomorrow/77669
5. The Star. (2023, March 28). No more mandatory death sentence. https://www.thestar.com.my/news/nation/2023/03/28/no-more-mandatory-death-sentence
6. The Star. (2023, April 4). 'Nay' to mandatory death penalty. https://www.thestar.com.my/news/nation/2023/04/04/nay-to-mandatory-death-penalty
ตารางประกอบบทความ
ตารางที่ 1 กฎหมายสำคัญที่ได้รับการแก้ไขในการปฏิรูปโทษประหารชีวิตของมาเลเซีย ปี 2023
กฎหมาย | ความผิดสำคัญ | ก่อนปี 2023 | หลังปี 2023 |
| Penal Code (Act 574) | ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา, ทำสงครามต่อรัฐ | ศาลต้องพิพากษาประหารในบางฐานความผิด | ศาลใช้ดุลพินิจเลือกระหว่างโทษประหาร หรือจำคุก 30–40 ปี พร้อมโทษเฆี่ยน |
| Dangerous Drugs Act 1952 (Act 234) | ค้ายาเสพติด | โทษประหารภาคบังคับ | ศาลใช้ดุลพินิจ |
| Firearms (Increased Penalties) Act 1971 (Act 37) | ใช้อาวุธปืนก่ออาชญากรรมร้ายแรง | โทษประหารภาคบังคับ | ศาลใช้ดุลพินิจ |
| Kidnapping Act 1961 (Act 365) | ลักพาตัวเรียกค่าไถ่ | โทษประหารภาคบังคับ | ศาลใช้ดุลพินิจ |
| กฎหมายความมั่นคงและต่อต้านการก่อการร้ายที่เกี่ยวข้อง | ก่อการร้าย สนับสนุนการก่อการร้าย | โทษประหารในบางฐานความผิด | ศาลใช้ดุลพินิจ |
ตารางที่ 2 พัฒนาการของนโยบายโทษประหารชีวิตในมาเลเซีย
ปี | เหตุการณ์ |
| ก่อน 2018 | ใช้ Mandatory Death Penalty |
| 2018 | Moratorium |
| 2023 | แก้กฎหมาย |
| 2023 | เปิดทบทวนโทษ |
| 2025 | ลดโทษกว่า 863 คน |
| 2026 | ยังมีคำพิพากษาประหาร แต่ยังไม่มีการประหารจริง |
ตารางที่ 3 สถิติผู้ต้องโทษประหารก่อนและหลังการปฏิรูป
รายการ | จำนวน |
| ผู้ต้องโทษก่อนปฏิรูป | 1,320–1,324 |
| ได้รับการทบทวนโทษ | 863 |
| คงเหลือผู้ต้องโทษประหาร | 97 |
Malaysia Retains the Death Penalty, but Judges Now Have a Choice
Malaysia has not abolished the death penalty. Instead, it has changed the way capital punishment is imposed by ending the mandatory death penalty and giving judges greater discretion to determine an appropriate sentence in each case.
The death penalty in Malaysia originated from the British colonial legal system, with hanging remaining the legally prescribed method of execution. During the 1980s and 1990s, mandatory death sentences were introduced for several serious offences, including murder, drug trafficking, kidnapping for ransom, firearms offences, and terrorism. Once a defendant was convicted, judges had no option but to impose death, regardless of the individual circumstances of the case.
Growing criticism from judges, lawyers, academics, and human rights organisations raised concerns about the fairness of this system. A mandatory sentence prevented courts from distinguishing between criminal organisers and minor participants, repeat offenders and first-time offenders, or those who acted under coercion and those who planned particularly brutal crimes. Malaysia consequently introduced a moratorium on executions in 2018, allowing the government to review its capital punishment laws.
A significant reform followed in 2023. The Abolition of Mandatory Death Penalty Act 2023 (Act 846) removed the automatic death sentence for 11 offences and came into force on 4 July 2023. The death penalty remains legally available, but judges may now choose between death and a long prison sentence, generally ranging from 30 to 40 years, together with whipping where prescribed by law. The reform therefore changed capital punishment from mandatory to discretionary rather than abolishing it entirely. Malaysia’s judiciary described the reform as giving judges discretion to reserve death sentences for cases in which the punishment fits the seriousness of the crime.
The reform applies to federal criminal law, not Islamic or Syariah law. Although Islam is the religion of the Federation and Malaysia operates Syariah courts alongside the civil courts, serious crimes such as murder, drug trafficking, kidnapping, and terrorism fall under federal criminal legislation. These cases are heard by the High Court, Court of Appeal, and Federal Court and apply to people of all religions. Syariah courts have a more limited jurisdiction over Muslims in matters such as marriage, divorce, inheritance, religious observance, and certain religious offences.
A second law, the Revision of Sentence of Death and Imprisonment for Natural Life (Temporary Jurisdiction of the Federal Court) Act 2023 (Act 847), allowed prisoners sentenced under the previous system to apply to the Federal Court for resentencing. This created an opportunity for the courts to review earlier death sentences and replace many of them with long terms of imprisonment. The reform has therefore affected not only future cases but also the lives of hundreds of prisoners who had already exhausted their appeals.
Judicial discretion does not mean that every offender will receive a lighter sentence. Courts may consider the severity and brutality of the offence, whether it was planned, the defendant’s role and motive, previous convictions, age, personal background, remorse, cooperation with the authorities, and prospects for rehabilitation. Death sentences may still be imposed in cases considered exceptionally cruel, carefully planned, or particularly dangerous to society.
Malaysia’s experience demonstrates a middle path between retaining and completely abolishing capital punishment. The country still permits the death penalty, while allowing judges to examine the circumstances of each case instead of applying the same punishment automatically to every offender.
The reform does not resolve the wider debate over whether capital punishment deters serious crime. However, it changes the central question from simply asking whether the death penalty should exist to asking how justice should balance punishment, deterrence, proportionality, rehabilitation, and the individual circumstances of each case.
Malaysia does not provide a final answer for other countries. It does, however, show that a state can retain its most severe punishment while reforming its use to give courts greater space for individualised and proportionate justice.



