ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 มาเลเซียอนุมัติการลงทุนในโครงการดาต้าเซนเตอร์และคลาวด์รวมมูลค่า 95.8 พันล้านริงกิต คิดเป็นเกือบร้อยละ 44 ของการลงทุนที่ได้รับอนุมัติทั้งหมดในประเทศช่วงเวลาเดียวกัน ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่า ดาต้าเซนเตอร์ไม่ได้เป็นเพียงธุรกิจเทคโนโลยีอีกประเภทหนึ่ง แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในแกนหลักของนโยบายเศรษฐกิจมาเลเซีย
ในช่วงใกล้เคียงกัน รัฐบาลรัฐยะโฮร์และรัฐบาลกลางประกาศลงทุนประมาณ 5 พันล้านริงกิต เพื่อสร้างอ่างเก็บน้ำสามแห่งและโรงบำบัดน้ำอีกสามแห่ง แม้โครงการเหล่านี้ไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อดาต้าเซนเตอร์เพียงอย่างเดียว แต่การขยายตัวอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมได้เพิ่มความต้องการน้ำชุดใหม่เข้าไปในระบบที่ต้องรองรับประชากร เมือง โรงงาน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่นอยู่แล้ว
เรื่องของดาต้าเซนเตอร์ในยะโฮร์จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของเทคโนโลยี หรือคำถามว่าน้ำถูกนำไปใช้ระบายความร้อนให้เซิร์ฟเวอร์อย่างไร หากยังเชื่อมโยงกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจ การจัดสรรทรัพยากร และความคาดหวังของมาเลเซียที่จะก้าวจากผู้ใช้เทคโนโลยีไปสู่การเป็นประเทศที่มีบทบาทในอุตสาหกรรม AI ระดับภูมิภาค
มาเลเซียมีดาต้าเซนเตอร์กี่แห่ง?
ข้อมูลจำนวนดาต้าเซนเตอร์อาจแตกต่างกันตามวิธีนับ บางแหล่งนับเฉพาะแห่งที่เปิดดำเนินการแล้ว ขณะที่บางแหล่งรวมโครงการที่กำลังก่อสร้างและอยู่ในแผนพัฒนาด้วย ข้อมูลที่ Garasi Bernama รวบรวมจากฐานข้อมูล Data Center Map เมื่อเดือนธันวาคม 2025 สรุปได้ดังนี้
จำนวนดาต้าเซนเตอร์
| พื้นที่ | จำนวน | สถานะที่รวมอยู่ในตัวเลข |
|---|---|---|
| มาเลเซียทั้งหมด | 123 แห่ง | รวมที่เปิดดำเนินการแล้ว กำลังก่อสร้าง และอยู่ในแผนพัฒนา |
| สลังงอร์ | 50 แห่ง | เป็นส่วนหนึ่งของ 123 แห่งข้างต้น และรวมทุกสถานะ |
| ยะโฮร์ | 43 แห่ง | เป็นส่วนหนึ่งของ 123 แห่งข้างต้น และรวมทุกสถานะ |
| ยะโฮร์: เปิดดำเนินการแล้ว | ประมาณ 15 แห่ง | เป็นส่วนหนึ่งของดาต้าเซนเตอร์ 43 แห่งในยะโฮร์ |
โครงการและมูลค่าการลงทุน
| ช่วงเวลา | ข้อมูลการลงทุน | ความหมายของตัวเลข |
|---|---|---|
| ปี 2021–มิถุนายน 2025 | 143 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 144.4 พันล้านริงกิต | จำนวนโครงการที่รัฐบาลอนุมัติ ไม่ใช่จำนวนดาต้าเซนเตอร์ที่เปิดดำเนินการแล้ว |
| ครึ่งแรกของปี 2026 | มูลค่าการลงทุนดาต้าเซนเตอร์และคลาวด์ 95.8 พันล้านริงกิต | คิดเป็นเกือบร้อยละ 44 ของมูลค่าการลงทุนที่ได้รับอนุมัติทั้งหมดในประเทศช่วงเดียวกัน |
ข้อมูลทั้งสองตารางจึงสะท้อนคนละด้าน ตารางแรกแสดงขนาดและการกระจายตัวของดาต้าเซนเตอร์ ส่วนตารางที่สองแสดงปริมาณเงินลงทุนที่กำลังไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมนี้ เมื่อโครงการที่ได้รับอนุมัติทยอยก่อสร้างและเปิดดำเนินการ ความต้องการไฟฟ้าและน้ำของมาเลเซีย โดยเฉพาะในยะโฮร์และสลังงอร์ ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
เหตุใดดาต้าเซนเตอร์จึงมุ่งหน้าไปยังยะโฮร์?
ดาต้าเซนเตอร์ยุคแรกของมาเลเซียกระจุกตัวอยู่บริเวณกรุงกัวลาลัมเปอร์และไซเบอร์จายา ซึ่งมีระบบโทรคมนาคม หน่วยงานรัฐ สถาบันการเงิน และธุรกิจขนาดใหญ่ตั้งอยู่แล้ว แต่เมื่อความต้องการพื้นที่และกำลังไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ยะโฮร์เริ่มมีความสำคัญมากขึ้นตามลำดับ
ข้อได้เปรียบสำคัญของยะโฮร์คือการอยู่ติดกับสิงคโปร์ ศูนย์กลางทางการเงินและจุดเชื่อมต่อเครือข่ายดิจิทัลที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชีย การตั้งดาต้าเซนเตอร์อีกฝั่งของพรมแดนยังช่วยให้บริษัทเชื่อมต่อกับสิงคโปร์ได้ด้วยความหน่วงต่ำ ขณะที่ราคาที่ดินและต้นทุนการดำเนินงานในยะโฮร์ต่ำกว่า
การลงทุนยิ่งเพิ่มขึ้นหลังจากสิงคโปร์ระงับการอนุมัติดาต้าเซนเตอร์แห่งใหม่ระหว่างปี 2019–2022 เนื่องจากกังวลเรื่องพื้นที่ ไฟฟ้า และน้ำ บริษัทเทคโนโลยีและผู้ดำเนินการดาต้าเซนเตอร์จำนวนมากจึงเริ่มมองหาพื้นที่ใกล้เคียง
Amazon, Microsoft, Tencent, Alibaba, AirTrunk, Bridge Data Centres, DayOne และผู้ประกอบการรายอื่นต่างเข้ามาลงทุนหรือขยายโครงการในมาเลเซีย Reuters รายงานว่า ยะโฮร์ได้รับการลงทุนด้านดาต้าเซนเตอร์ประมาณ 35 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายหลังมาตรการชะลอการก่อสร้างของสิงคโปร์ หากโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้างและอยู่ในแผนพัฒนาดำเนินไปตามเป้าหมาย กำลังรองรับของดาต้าเซนเตอร์ในรัฐอาจเพิ่มขึ้นประมาณแปดเท่า เป็น 7,000 เมกะวัตต์
การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษยะโฮร์–สิงคโปร์ หรือ JS-SEZ ยิ่งเพิ่มความสำคัญของพื้นที่ตอนใต้ของรัฐ เพราะทำให้ยะโฮร์ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่รองรับธุรกิจที่ล้นออกมาจากสิงคโปร์ แต่ถูกวางให้เป็นส่วนหนึ่งของเขตเศรษฐกิจข้ามพรมแดน ซึ่งเชื่อมโยงอุตสาหกรรม การผลิต โลจิสติกส์ การเงิน และบริการดิจิทัลเข้าด้วยกัน
รัฐบาลไม่ได้ต้องการเพียงอาคารสำหรับวางเซิร์ฟเวอร์
เหตุผลที่รัฐบาลมาเลเซียให้ความสำคัญกับดาต้าเซนเตอร์ ไม่ได้อยู่ที่ตัวอาคารหรือเม็ดเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่บทบาทของดาต้าเซนเตอร์ในระบบเศรษฐกิจดิจิทัลทั้งหมด
ดาต้าเซนเตอร์เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้บริการคลาวด์ การค้าออนไลน์ ธนาคารดิจิทัล ระบบของภาครัฐ การวิเคราะห์ข้อมูล และ AI สามารถทำงานได้ หากประเทศไม่มีศักยภาพด้านการประมวลผลเพียงพอ ข้อมูลและบริการจำนวนมากก็ต้องพึ่งโครงสร้างพื้นฐานที่ตั้งอยู่นอกประเทศ
มาเลเซียจึงพยายามสร้างสิ่งที่เรียกว่า “ระบบนิเวศดิจิทัล” (digital ecosystem) ซึ่งประกอบด้วยหลายส่วนที่ต้องทำงานเชื่อมโยงกัน ตั้งแต่โครงข่ายไฟเบอร์ ระบบ 5G ไฟฟ้าและน้ำ ดาต้าเซนเตอร์ ผู้ให้บริการคลาวด์ เซมิคอนดักเตอร์ ความปลอดภัยทางไซเบอร์ นักพัฒนาซอฟต์แวร์ มหาวิทยาลัย บุคลากร ไปจนถึงบริษัทที่สามารถนำข้อมูลและ AI ไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนเอง
ในเดือนสิงหาคม 2025 รัฐบาลเปิดตัว National Cloud Computing Policy หรือ NCCP โดยตั้งเป้าให้มาเลเซียเป็นศูนย์กลางคลาวด์และดิจิทัลของภูมิภาคภายในปี 2030 นโยบายไม่ได้มองคลาวด์เฉพาะในแง่การลงทุน แต่เชื่อมโยงไปถึงความมั่นคงของข้อมูล การคุ้มครองความเป็นส่วนตัว การเข้าถึงเทคโนโลยีของธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม
ต่อมาในเดือนกรกฎาคม 2026 รัฐบาลเปิดตัว National AI Action Plan 2026–2030 พร้อมจัดตั้ง AI Malaysia Berhad ให้เป็นหน่วยงานหลักในการประสานนโยบาย AI ระดับชาติ แผนดังกล่าวตั้งเป้าให้มาเลเซียขึ้นสู่ 10 อันดับแรกของดัชนี AI ระดับโลก เพิ่มการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เกิดจาก AI อีก 1.2 จุดเปอร์เซ็นต์ และสร้างงานที่เกี่ยวข้องกับ AI จำนวน 300,000 ตำแหน่งภายในปี 2030
งบประมาณปี 2026 ยังเสนอการลงทุน 2 พันล้านริงกิตในโครงการ Sovereign AI Cloud เพื่อให้ประเทศมีโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่สามารถจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลสำคัญภายใต้การกำกับดูแลของมาเลเซียเอง
เมื่อมองจากนโยบายเหล่านี้ ดาต้าเซนเตอร์จึงเป็นเสมือนชั้นฐานของแผน AI ระดับชาติ หากไม่มีพลังประมวลผล คลาวด์ และระบบจัดเก็บข้อมูล แผนพัฒนา AI ก็ยากที่จะเกิดขึ้นได้จริง
จากอุตสาหกรรมชิปไปสู่ AI
มาเลเซียยังมีข้อได้เปรียบที่ประเทศเกิดใหม่ในอุตสาหกรรมดิจิทัลหลายแห่งไม่มี นั่นคือฐานอุตสาหกรรมไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และเซมิคอนดักเตอร์ที่พัฒนามานานหลายสิบปี
ปัจจุบัน มาเลเซียมีส่วนแบ่งประมาณร้อยละ 13 ของกิจกรรมทดสอบและบรรจุชิปขั้นปลายของโลก และมากกว่าร้อยละ 7 ของการค้าเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลก มาเลเซียยังมีบริษัทด้านวิศวกรรมความแม่นยำ ระบบอัตโนมัติ การบำรุงรักษา และการผลิตอุปกรณ์ที่รองรับโรงงานชิปอยู่เป็นจำนวนมาก
ต้นทุนเดิมนี้ช่วยให้มาเลเซียมองเห็นโอกาสในการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เข้ากับดาต้าเซนเตอร์และ AI ตั้งแต่การออกแบบชิป การประกอบเซิร์ฟเวอร์ ระบบไฟฟ้า ระบบระบายความร้อน ไปจนถึงซอฟต์แวร์และบริการคลาวด์
อย่างไรก็ตาม การเป็นฐานประกอบและทดสอบชิปไม่ได้หมายความว่ามาเลเซียสามารถออกแบบชิปประมวลผล AI ขั้นสูงได้แล้ว และการมีดาต้าเซนเตอร์จำนวนมากก็ไม่ได้ทำให้ประเทศกลายเป็นผู้ผลิตเทคโนโลยี AI โดยอัตโนมัติ
ดาต้าเซนเตอร์อาจตั้งอยู่ในมาเลเซีย แต่ชิป ซอฟต์แวร์ โมเดล AI ข้อมูล และทรัพย์สินทางปัญญาอาจยังเป็นของบริษัทจากต่างประเทศทั้งหมด หากไม่มีบริษัทท้องถิ่น มหาวิทยาลัย และบุคลากรเข้ามามีส่วนร่วม ประเทศอาจเป็นเพียงสถานที่วางเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ทรัพยากรของมาเลเซียเพื่อให้บริการลูกค้าในส่วนอื่นของโลก
คำว่า “ระบบนิเวศ” จึงมีความหมายมากกว่าการนำอุตสาหกรรมหลายประเภทมาตั้งอยู่ใกล้กัน สิ่งสำคัญคือแต่ละส่วนต้องเชื่อมโยงกันจนเกิดความรู้ เทคโนโลยี งานทักษะสูง และธุรกิจที่มาเลเซียเป็นเจ้าของเอง
นโยบายเริ่มเปลี่ยนจากรับการลงทุนมาเป็นคัดเลือกการลงทุน
ในช่วงแรก มาเลเซียดึงดูดดาต้าเซนเตอร์ด้วยราคาที่ดิน ต้นทุนพลังงาน สิทธิประโยชน์ทางภาษี และทำเลที่เชื่อมต่อกับสิงคโปร์ แต่เมื่อจำนวนโครงการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รัฐบาลเริ่มเปลี่ยนจากการเร่งสร้างกำลังรองรับมาเป็นการคัดเลือกโครงการมากขึ้น
รัฐบาลจัดตั้ง Data Centre Task Force ในปี 2025 โดยให้กระทรวงการลงทุน การค้าและอุตสาหกรรมทำงานร่วมกับกระทรวงดิจิทัลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง MIDA ทำหน้าที่เป็นจุดประสานหลักในการพิจารณาโครงการ เพื่อไม่ให้การอนุมัติแยกออกจากการประเมินว่าพื้นที่มีไฟฟ้าและน้ำเพียงพอหรือไม่
ข้อมูลจาก MIDA ในเดือนสิงหาคม 2026 ระบุว่า คณะทำงานจะอนุมัติเฉพาะโครงการที่ยืนยันแหล่งน้ำและไฟฟ้าได้ ปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม และแสดงให้เห็นว่าจะสร้างความเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ
ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2026 รัฐบาลยังประกาศจำกัดการอนุมัติดาต้าเซนเตอร์ใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับ AI โดยให้ความสำคัญกับโครงการที่ถูกมองว่ามีมูลค่าเพิ่มสูงกว่า แนวทางนี้สะท้อนว่ามาเลเซียไม่ต้องการใช้ทรัพยากรจำนวนมากเพื่อเป็นเพียงพื้นที่เก็บข้อมูลราคาถูก
อย่างไรก็ตาม การแบ่งระหว่าง “ดาต้าเซนเตอร์สำหรับ AI” กับ “ดาต้าเซนเตอร์ทั่วไป” ไม่ได้ทำได้ง่ายเสมอไป ผู้ให้บริการแบบให้เช่าพื้นที่อาจมีลูกค้าหลายรายและเปลี่ยนประเภทของงานประมวลผลได้ตลอดเวลา การระบุว่าโครงการหนึ่งเกี่ยวข้องกับ AI จึงยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่าโครงการนั้นสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ หรือเป็นประโยชน์ต่อบริษัทท้องถิ่นจริง
เกณฑ์สำคัญอาจไม่ใช่แค่ว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ในอาคารกำลังประมวลผล AI หรือไม่ แต่ต้องพิจารณาว่าโครงการใช้พลังงานและน้ำเท่าใด สร้างงานประเภทใด มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีหรือไม่ และมีบริษัทมาเลเซียเข้าร่วมในห่วงโซ่มูลค่ามากเพียงใด
น้ำเข้าไปอยู่ในโลกของ AI ได้อย่างไร?
เซิร์ฟเวอร์จำนวนมากที่ทำงานอยู่ในพื้นที่เดียวกันจะสร้างความร้อนอย่างต่อเนื่อง หากอุณหภูมิสูงเกินไป อุปกรณ์อาจทำงานช้าลง เสียหาย หรือหยุดทำงาน ระบบระบายความร้อนจึงเป็นส่วนสำคัญของดาต้าเซนเตอร์
บางแห่งใช้น้ำหมุนเวียนเพื่อรับความร้อนจากเครื่อง ก่อนนำไปลดอุณหภูมิผ่านหอหล่อเย็น กระบวนการนี้มีน้ำส่วนหนึ่งระเหยออกไป จึงต้องเติมน้ำใหม่เข้าสู่ระบบ บางแห่งใช้ระบบวงจรปิด นำน้ำกลับมาใช้ซ้ำ หรือใช้ของเหลวระบายความร้อนใกล้กับตัวชิปโดยตรง ขณะที่บางแห่งพึ่งการระบายความร้อนด้วยอากาศ
แต่ไม่มีระบบใดปราศจากต้นทุน ระบบที่ใช้น้ำน้อยอาจต้องใช้ไฟฟ้ามากขึ้น ส่วนระบบที่ช่วยประหยัดไฟฟ้าบางประเภทอาจต้องอาศัยการระเหยของน้ำ จึงต้องพิจารณาประสิทธิภาพด้านน้ำและพลังงานไปพร้อมกัน
น้ำยังถูกใช้ทางอ้อมในกระบวนการผลิตไฟฟ้า ปริมาณน้ำที่เกี่ยวข้องกับการประมวลผลจึงเปลี่ยนไปตามระบบระบายความร้อน สภาพอากาศ ประสิทธิภาพของเซิร์ฟเวอร์ และแหล่งพลังงานที่ศูนย์ข้อมูลใช้
ด้วยเหตุนี้ การกล่าวว่า AI หนึ่งคำถามใช้น้ำจำนวนเท่าใดจึงไม่มีคำตอบตายตัว งานศึกษาของ Lawrence Berkeley National Laboratory พบว่า การใช้น้ำของงานประมวลผลอาจแตกต่างกันอย่างมากตามสถานที่ เทคโนโลยี และลักษณะการทำงาน
สิ่งที่ควรให้ความสำคัญจึงไม่ใช่การทำให้ผู้ใช้แต่ละคนรู้สึกผิดกับการตั้งคำถามกับ AI แต่คือการกำกับดูแลผู้ประกอบการรายใหญ่ซึ่งสามารถเลือกเทคโนโลยีระบายความร้อน แหล่งน้ำ และสถานที่ตั้งของดาต้าเซนเตอร์ได้
18 ล้านลิตรต่อวันอาจยังไม่ใช่ความต้องการที่แท้จริง
ต้นปี 2026 ยะโฮร์มีดาต้าเซนเตอร์เปิดดำเนินการประมาณ 15 แห่ง ใช้น้ำรวมราว 18 ล้านลิตรต่อวัน ปริมาณนี้ยังต่ำกว่าประมาณ 45 ล้านลิตรต่อวันที่ผู้ประกอบการเคยขอสำรองไว้
หากมองเฉพาะการใช้น้ำในปัจจุบัน สถานการณ์อาจดูเหมือนยังอยู่ในระดับที่จัดการได้ แต่ดาต้าเซนเตอร์หลายแห่งเพิ่งเปิดดำเนินการ ยังใช้กำลังประมวลผลไม่เต็มที่ หรือยังอยู่ระหว่างก่อสร้าง ตัวเลขวันนี้จึงอาจไม่สะท้อนความต้องการเมื่อลูกค้าและเครื่องเซิร์ฟเวอร์เข้ามาเต็มพื้นที่
Bank Negara Malaysia เคยยกตัวอย่างว่า ดาต้าเซนเตอร์ขนาด 50 เมกะวัตต์แห่งหนึ่งอาจใช้ไฟฟ้าในแต่ละวันเทียบเท่ากับครัวเรือนประมาณ 22,000 หลัง และใช้น้ำเทียบเท่ากับครัวเรือนประมาณ 2,200 หลัง ตัวเลขของแต่ละแห่งย่อมแตกต่างกันตามเทคโนโลยี แต่การเปรียบเทียบนี้ช่วยให้เห็นขนาดของทรัพยากรที่อยู่เบื้องหลังอาคารซึ่งภายนอกอาจดูเงียบและแทบไม่มีผู้คนเข้าออก
เมื่อดาต้าเซนเตอร์ที่อยู่ในยะโฮร์ 43 แห่งทยอยเปิดดำเนินการ ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่การใช้น้ำ 18 ล้านลิตรในวันนี้เท่านั้น แต่อยู่ที่รัฐต้องเตรียมระบบน้ำไว้รองรับความต้องการในอีกหลายปีข้างหน้ามากเพียงใด
เหตุใดยะโฮร์จึงต้องสร้างอ่างเก็บน้ำเพิ่ม?
รัฐบาลรัฐยะโฮร์และรัฐบาลกลางกำลังลงทุนประมาณ 5 พันล้านริงกิตเพื่อก่อสร้างอ่างเก็บน้ำสามแห่งและโรงบำบัดน้ำสามแห่ง ปัจจุบัน Ranhill SAJ มีโรงบำบัดน้ำ 47 แห่ง กำลังผลิตรวมประมาณ 2,352 ล้านลิตรต่อวัน แต่ความต้องการจากประชากร เมือง เขตเศรษฐกิจพิเศษ โรงงาน และดาต้าเซนเตอร์ยังคงเพิ่มขึ้น
BIMB Research ประเมินว่า ยะโฮร์อาจต้องเพิ่มกำลังผลิตน้ำประปาอีกราว 1,000 ล้านลิตรต่อวันภายในปี 2030 นอกเหนือจากโครงการที่กำลังก่อสร้างอยู่แล้ว
ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าน้ำทั้งหมดจะถูกส่งไปยังดาต้าเซนเตอร์ ความต้องการมาจากหลายภาคส่วน แต่การขยายตัวของดาต้าเซนเตอร์ได้เพิ่มผู้ใช้น้ำขนาดใหญ่กลุ่มใหม่เข้ามาในช่วงเวลาที่รัฐกำลังเร่งพัฒนาเศรษฐกิจด้านอื่นเช่นกัน
แหล่งน้ำดิบใหม่บางแห่ง เช่น Sungai Sedili Besar และ Sungai Endau อยู่ห่างจากศูนย์กลางอุตสาหกรรมทางตอนใต้ การนำน้ำมาใช้ต้องสร้างทั้งระบบกักเก็บ โรงบำบัด และท่อส่งระยะไกล จึงต้องใช้เงินและเวลาดำเนินการจำนวนมาก
นี่ทำให้การสร้างอ่างเก็บน้ำไม่ใช่เรื่องทางวิศวกรรมเพียงอย่างเดียว แต่เป็นคำถามว่าใครควรรับผิดชอบต่อต้นทุนของโครงสร้างพื้นฐานใหม่ หากการลงทุนส่วนหนึ่งเกิดขึ้นเพื่อรองรับบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ บริษัทเหล่านั้นควรรับภาระมากกว่าผู้ใช้น้ำทั่วไปหรือไม่?
อีกด้านหนึ่ง หากรัฐสร้างระบบน้ำตามปริมาณที่ผู้ประกอบการขอไว้ แต่ดาต้าเซนเตอร์ใช้กำลังประมวลผลต่ำกว่าคาด ประชาชนอาจต้องร่วมรับต้นทุนของโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้งานไม่เต็มกำลัง รัฐจึงต้องแยกให้ออกระหว่างความต้องการที่เกิดขึ้นจริงกับน้ำและไฟฟ้าที่ผู้ประกอบการขอจองไว้ล่วงหน้า
เมื่อชุมชนเริ่มมองเห็นตัวตนของอุตสาหกรรมดิจิทัล
เดือนกุมภาพันธ์ 2026 ชาวบ้านใน Iskandar Puteri ออกมาประท้วงการก่อสร้างดาต้าเซนเตอร์แห่งหนึ่ง ข้อร้องเรียนครอบคลุมทั้งฝุ่นจากการก่อสร้าง ปัญหาสุขภาพ การปรับพื้นที่ และความกังวลว่าโครงการอาจส่งผลต่อแหล่งน้ำและแรงดันน้ำในชุมชน
บริษัทผู้ดำเนินโครงการยืนยันว่า ดาต้าเซนเตอร์ยังไม่ได้เปิดใช้งานและไม่ได้เป็นต้นเหตุของปัญหาน้ำ แต่เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นช่องว่างระหว่างภาพของอุตสาหกรรมดิจิทัลในระดับนโยบายกับประสบการณ์ของผู้คนในพื้นที่
ในระดับประเทศ ดาต้าเซนเตอร์หมายถึงเงินลงทุน AI และความสามารถในการแข่งขัน แต่สำหรับชุมชนที่อยู่ใกล้โครงการ มันอาจหมายถึงพื้นที่สีเขียวที่เปลี่ยนไป ฝุ่น รถบรรทุก ความต้องการไฟฟ้า และผู้ใช้น้ำรายใหม่ที่เข้ามาอยู่ในระบบเดียวกับพวกเขา
การยอมรับจากชุมชนจึงไม่อาจเกิดขึ้นจากการประกาศมูลค่าการลงทุนเพียงอย่างเดียว ประชาชนต้องสามารถเข้าถึงข้อมูลว่าแต่ละโครงการใช้น้ำและไฟฟ้าเท่าใด แหล่งน้ำมาจากไหน ใครเป็นผู้จ่ายค่าขยายระบบ และพื้นที่ใกล้เคียงจะได้รับประโยชน์อะไรกลับคืนมา
น้ำใช้แล้ว พลังงานหมุนเวียน และเงื่อนไขใหม่ของการลงทุน
มาเลเซียเริ่มวางหลักเกณฑ์เพื่อควบคุมผลกระทบของอุตสาหกรรม ในเดือนธันวาคม 2024 กระทรวงการลงทุน การค้าและอุตสาหกรรมประกาศ Guidelines for Sustainable Development of Data Centres ซึ่งให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้า น้ำ การปล่อยคาร์บอน และการใช้พลังงานหมุนเวียน
รัฐบาลยังใช้โครงการ Digital Ecosystem Acceleration Scheme หรือ DESAC เพื่อให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีกับการลงทุนดิจิทัลที่ผ่านเงื่อนไขด้านประสิทธิภาพและความยั่งยืน พร้อมเปิดทางให้ผู้ประกอบการซื้อพลังงานหมุนเวียนจากผู้ผลิตรายอื่นผ่าน Corporate Renewable Energy Supply Scheme หรือ CRESS
ด้านน้ำ คณะกรรมการบริการน้ำแห่งชาติ หรือ SPAN ได้ออกแนวทางให้ดาต้าเซนเตอร์ใช้แหล่งน้ำทางเลือก โดยให้ความสำคัญกับน้ำใช้แล้วที่ผ่านการบำบัด หรือระบบระบายความร้อนที่ลดการพึ่งพาน้ำประปา
ผู้ประกอบการบางรายในยะโฮร์เริ่มดำเนินการแล้ว Bridge Data Centres สร้างโรงผลิตน้ำรีไซเคิลที่ Ulu Tiram โดยรับน้ำทิ้งจากระบบของ Indah Water Konsortium มาผ่านการกรองและปรับคุณภาพก่อนนำไปใช้ ส่วน ZData/Computility Technology ที่ Gelang Patah ใช้น้ำรีไซเคิลร่วมกับการเก็บน้ำฝน และประเมินว่าจะลดการใช้น้ำประปาได้ประมาณร้อยละ 57
การใช้น้ำรีไซเคิลมีต้นทุนสูงกว่า เพราะต้องลงทุนในโรงกรอง ท่อส่ง และระบบควบคุมคุณภาพเพิ่มเติม แต่ต้นทุนดังกล่าวควรถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ ไม่ใช่ภาระที่ผลักให้ระบบน้ำสาธารณะและผู้ใช้น้ำทั่วไปเป็นผู้รับผิดชอบ
การมีดาต้าเซนเตอร์มากไม่ได้แปลว่ามีระบบนิเวศ AI แล้ว
ดาต้าเซนเตอร์สามารถนำมาซึ่งงานก่อสร้าง ความต้องการวิศวกร ผู้รับเหมา ระบบไฟฟ้า ระบบทำความเย็น ความปลอดภัย และบริการซ่อมบำรุง นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้บริษัทท้องถิ่นเข้าไปเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์หรือผู้ให้บริการในห่วงโซ่อุปทาน
แต่หลังจากการก่อสร้างเสร็จสิ้น ดาต้าเซนเตอร์หนึ่งแห่งอาจใช้พนักงานประจำน้อยกว่าโรงงานที่มีมูลค่าการลงทุนใกล้เคียงกัน การพิจารณาประโยชน์จึงไม่ควรหยุดอยู่ที่มูลค่าโครงการหรือจำนวนอาคาร
คำถามสำคัญคือ มาเลเซียจะใช้ดาต้าเซนเตอร์เป็นฐานต่อยอดไปสู่ส่วนที่มีมูลค่าสูงกว่าได้หรือไม่ เช่น การออกแบบชิป การพัฒนาคลาวด์ของตนเอง การสร้างโมเดล AI การจัดการข้อมูล การวิจัย ซอฟต์แวร์เฉพาะทาง และบริษัทเทคโนโลยีที่สามารถแข่งขันในตลาดต่างประเทศ
หากทำได้ น้ำและไฟฟ้าที่ลงทุนไปอาจช่วยสร้างความสามารถใหม่ให้แก่ประเทศ แต่หากดาต้าเซนเตอร์ส่วนใหญ่เป็นเพียงสถานที่วางเซิร์ฟเวอร์ของบริษัทต่างชาติ ขณะที่กำไร เทคโนโลยี และทรัพย์สินทางปัญญายังคงอยู่ภายนอก มาเลเซียอาจได้รับผลประโยชน์น้อยกว่าทรัพยากรที่ต้องใช้รองรับอุตสาหกรรม
ดังนั้น การสร้างระบบนิเวศ AI ที่แท้จริงต้องทำมากกว่าการดึงดูดผู้ให้บริการรายใหญ่ รัฐต้องพัฒนาบุคลากร เชื่อมมหาวิทยาลัยเข้ากับอุตสาหกรรม เปิดโอกาสให้บริษัทมาเลเซียเข้าถึงกำลังประมวลผล สนับสนุนการวิจัย และกำหนดให้โครงการต่างชาติสร้างความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
อนาคตด้านน้ำจะสะท้อนอนาคตของนโยบายดิจิทัล
การสร้างอ่างเก็บน้ำและโรงบำบัดน้ำเพิ่มแสดงให้เห็นว่า การเป็นศูนย์กลางดิจิทัลไม่ได้เกิดขึ้นในพื้นที่เสมือนจริง ประเทศที่ต้องการรองรับคลาวด์และ AI ต้องลงทุนในทรัพยากรพื้นฐานไม่ต่างจากการรองรับโรงงาน เมือง หรือเขตอุตสาหกรรมขนาดใหญ่
ยะโฮร์ไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างการรับดาต้าเซนเตอร์ทุกโครงการกับการปฏิเสธอุตสาหกรรมนี้ทั้งหมด สิ่งสำคัญกว่าคือการเลือกว่าจะรับโครงการแบบใด ตั้งอยู่ที่ไหน ใช้น้ำจากแหล่งใด และสร้างประโยชน์ให้เศรษฐกิจท้องถิ่นมากเพียงใด
จำนวนดาต้าเซนเตอร์จึงไม่ควรเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จเพียงอย่างเดียว เช่นเดียวกับมูลค่าการลงทุนที่ยังไม่อาจบอกได้ว่า ประเทศจะได้รับเทคโนโลยี ความรู้ งานทักษะสูง และธุรกิจใหม่มากน้อยเพียงใด
หากมาเลเซียต้องการเป็น AI Nation ภายในปี 2030 ความสำเร็จอาจไม่ได้วัดจากจำนวนดาต้าเซนเตอร์ที่ตั้งอยู่ในประเทศเท่านั้น แต่ต้องวัดจากความสามารถในการเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานเหล่านั้นให้เป็นประโยชน์ต่อผู้คน โดยไม่ทำให้ชุมชนต้องแข่งขันกับเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อเข้าถึงน้ำและไฟฟ้า
อนาคตด้านน้ำของยะโฮร์จึงไม่ใช่ประเด็นสิ่งแวดล้อมที่แยกออกจากนโยบาย AI แต่เป็นบททดสอบสำคัญว่า มาเลเซียจะสามารถควบคุมทิศทางของการพัฒนาดิจิทัล หรือปล่อยให้การเติบโตของเทคโนโลยีเป็นฝ่ายกำหนดว่าประเทศต้องใช้ทรัพยากรมากเพียงใด
แหล่งข้อมูล
Garasi Bernama — The Rise of Data Centres: Can Malaysia’s Power Grid Cope?
MIDA — Malaysia Secures RM218.5 Billion in Approved Investments in 1H 2026
Ministry of Digital — National Cloud Computing Policy
AI Malaysia — National AI Action Plan 2026–2030
Ministry of Digital — Budget 2026 and Malaysia’s Digital Transformation
MIDA — Sustainable Infrastructure, Local Impact
MIDA — Malaysia’s Semiconductor and Engineering Support Ecosystem
Reuters — Malaysia’s Resource Anxiety Tests Asia’s Fastest Data Centre Build-out
Bernama — Allaying Johor Data Centre Water Fears
The Star — Johor Data Centre Water Demand to Accelerate
The Edge Malaysia — Using Reclaimed Water to Cool Data Centres
Lawrence Berkeley National Laboratory — The Water Use of Data Center Workloads


