← บทความทั้งหมดRosenun.com
วารสารอิสระเพื่อความรู้และสังคมKUALA LUMPUR · SEPTEMBER 2026
สถานการณ์โลก & ภูมิรัฐศาสตร์

การเมืองกับ AI

เมื่อ AI ช่วยให้นักการเมืองสร้างภาพลักษณ์ใหม่ หาเสียงได้แม้ไม่ปรากฏตัว และผลิตเนื้อหาโจมตีคู่แข่งได้อย่างแนบเนียน หลายประเทศจึงเริ่มออกกติกาควบคุม Deepfake ทางการเมือง แต่คำถามสำคัญยังคงอยู่ ในวันที่ภาพ เสียง และคำพูดไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นจริง ผู้เลือกตั้งจะตัดสินใจจากสิ่งใด

โดย Rosenun·04 Sep 2026·3 นาทีในการอ่าน·85 ครั้งที่อ่าน
การเมืองกับ AI


ปลายเดือนกรกฎาคม 2026 ที่ผ่านมา ผู้เข้าร่วมการประชุมใหญ่ของพรรค Liberal Party ในบราซิลได้ชมวิดีโอของ Jair Bolsonaro อดีตประธานาธิบดีบราซิล กล่าวสนับสนุน Flávio Bolsonaro บุตรชายของเขา ซึ่งกำลังลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี

ภาพบนจอดูเหมือน Jair Bolsonaro และเสียงที่ได้ยินก็ฟังคล้ายเสียงของเขา แต่สิ่งที่เห็นไม่ได้มาจากการบันทึกคำปราศรัยจริง หากเป็นวิดีโอที่สร้างขึ้นด้วย AI

เหตุการณ์ดังกล่าว กลายเป็นคดีสำคัญก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีบราซิลในเดือนตุลาคมนี้ เพราะประเทศนี้มีกฎห้ามใช้ Deepfake ในการโฆษณาหาเสียงอยู่แล้ว ฝ่ายที่ยื่นคำร้องจึงมองว่า วิดีโอดังกล่าวเป็นการใช้ AI สร้างบุคคลขึ้นมาสนับสนุนผู้สมัคร และอาจเข้าข่ายโฆษณาหาเสียงก่อนเวลาที่กฎหมายอนุญาต

เมื่อวันที่ 1 กันยายน ศาลเลือกตั้งสูงสุดของบราซิล หรือ Tribunal Superior Eleitoral (TSE) วินิจฉัยให้วิดีโอดังกล่าวเป็นกรณีตัวอย่างสำหรับกำหนดความหมายของ Deepfake ในการเลือกตั้งปี 2026

ศาลมีมติ 5 ต่อ 2 ว่า Deepfake หมายถึงเนื้อหาสังเคราะห์ที่ผลิตหรือดัดแปลงด้วย AI หรือเทคโนโลยีในลักษณะเดียวกัน ซึ่งมีความสมจริงเพียงพอที่จะสร้าง ทำซ้ำ หรือเปลี่ยนแปลงภาพ เสียง หรือการแสดงออกของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นบุคคลที่มีชีวิต เสียชีวิตแล้ว หรือแม้แต่บุคคลสมมติ

อย่างไรก็ตาม ศาลมีมติ 4 ต่อ 3 ไม่ลงโทษ Flávio Bolsonaro โดยเห็นว่าวิดีโอถูกนำเสนอในกิจกรรมภายในของพรรค ก่อนมีการประกาศผู้สมัครอย่างเป็นทางการ และไม่มีการกล่าวขอคะแนนเสียงอย่างชัดเจน จึงยังไม่ถือเป็นโฆษณาหาเสียงก่อนเวลา

คำตัดสินนี้ไม่ได้หมายความว่าบราซิลยอมรับการใช้ Deepfake ทางการเมืองโดยเสรี ตรงกันข้าม ศาลได้วางนิยามที่กว้างขึ้นเพื่อใช้กับกรณีอื่นในอนาคต แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ เทคโนโลยีกำลังบังคับให้กฎหมายตอบคำถามที่ไม่เคยต้องตอบมาก่อน

หากบุคคลในวิดีโอไม่เคยกล่าวถ้อยคำนั้นด้วยตนเอง แต่ผู้ชมทราบว่าเป็นภาพที่สร้างด้วย AI เนื้อหาดังกล่าวยังถือเป็นการหลอกลวงหรือไม่? หากวิดีโอไม่ได้ขอคะแนนเสียงโดยตรง แต่สร้างขึ้นเพื่อถ่ายทอดการสนับสนุนทางการเมือง วิดีโอนั้นเป็นเพียงสื่อประกอบกิจกรรม หรือเป็นการหาเสียงไปแล้ว?

บทบาทของ AI กับการสร้างสื่อหาเสียง

เมื่อกล่าวถึง AI กับการเลือกตั้ง ความสนใจมักมุ่งไปที่ Deepfake หรือวิดีโอปลอมที่ทำให้นักการเมืองพูดหรือทำสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง แต่ในทางปฏิบัติ AI เข้าไปอยู่ในกระบวนการหาเสียงหลายระดับกว่านั้นมาก

ทีมการเมืองสามารถใช้ AI วิเคราะห์ความคิดเห็นในสื่อสังคมออนไลน์ เขียนข้อความหาเสียง สร้างภาพและวิดีโอ แปลสุนทรพจน์เป็นภาษาต่าง ๆ ผลิตเสียงเลียนแบบผู้สมัคร ตอบคำถามผ่านแชตบอต ตลอดจนออกแบบโฆษณาให้แตกต่างกันตามอายุ พื้นที่ ภาษา และความสนใจของผู้เลือกตั้งแต่ละกลุ่ม

การใช้บางรูปแบบอาจช่วยลดค่าใช้จ่าย และเปิดโอกาสให้ผู้สมัครรายเล็กสื่อสารกับประชาชนได้มากขึ้น การแปลสุนทรพจน์ด้วย AI อาจทำให้ผู้เลือกตั้งที่พูดคนละภาษา เข้าถึงข้อมูลทางการเมืองได้สะดวกขึ้น เทคโนโลยียังอาจช่วยผู้สมัครที่มีข้อจำกัดทางร่างกาย หรือไม่สามารถเดินทางไปปรากฏตัวในทุกพื้นที่

ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่คำถามว่า “นักการเมืองใช้ AI หรือไม่” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่าใช้เพื่อทำอะไร เปิดเผยต่อผู้ชมเพียงใด และผู้ใดต้องรับผิดชอบเมื่อเนื้อหาที่สร้างขึ้นทำให้ประชาชนเข้าใจผิด

ผู้สมัครไม่อยู่บนเวที แต่ใช้ AI ให้ปรากฏตัวได้

ก่อนกรณีของบราซิล โลกเคยเห็น AI ทำหน้าที่แทนนักการเมืองที่ไม่สามารถปรากฏตัวต่อสาธารณะมาแล้ว

ในการเลือกตั้งปากีสถานปี 2024 อดีตนายกรัฐมนตรี Imran Khan ถูกคุมขังและไม่สามารถขึ้นเวทีหาเสียงได้ พรรค Pakistan Tehreek-e-Insaf จึงนำข้อความที่เขาส่งผ่านทนายมาสร้างเป็นเสียงด้วย AI ก่อนนำไปประกอบกับภาพเคลื่อนไหวของเขา และเผยแพร่ผ่านการชุมนุมออนไลน์

วิดีโอและเสียงดังกล่าวทำให้ผู้สนับสนุนยังคงได้ยิน “Imran Khan” กล่าวปราศรัย แม้เขาจะไม่ได้บันทึกเสียงนั้นด้วยตนเอง การชุมนุมออนไลน์บางครั้งมีผู้เข้าชมหลายแสนคน และวิดีโอหนึ่งมียอดรับชมบน YouTube มากกว่า 1.4 ล้านครั้ง

ในด้านหนึ่ง นี่อาจถือเป็นการใช้เทคโนโลยีเพื่อรักษาสิทธิในการสื่อสารทางการเมืองของบุคคลที่ไม่สามารถปรากฏตัวได้ แต่ในอีกด้านหนึ่ง กรณีดังกล่าวก็แสดงให้เห็นว่า เสียงและภาพของนักการเมืองสามารถทำงานต่อไปได้โดยไม่จำเป็นต้องมีตัวบุคคลอยู่ตรงนั้น

คำถามจึงไม่ได้มีเพียงว่าเสียงนั้นเหมือนจริงเพียงใด แต่ยังรวมถึงว่าใครเป็นผู้เขียนข้อความ ใครตรวจสอบก่อนเผยแพร่ และเจ้าของใบหน้าหรือเสียงได้อนุญาตให้ใช้ตัวตนดิจิทัลของตนในลักษณะใดบ้าง

กรณีของปราโบโว จากอดีตนายพลทหารสู่ภาพคุณปู่ใจดี

AI ยังช่วยให้นักการเมืองปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของตนได้รวดเร็วกว่าการสร้างแบรนด์ทางการเมืองแบบเดิม

ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีอินโดนีเซียปี 2024 ทีมของ Prabowo Subianto ใช้ตัวการ์ตูนที่สร้างด้วย AI เปลี่ยนภาพของอดีตนายทหารและนักการเมืองสายแข็งให้กลายเป็นคุณปู่แก้มกลมที่ดูอ่อนโยน เป็นกันเอง ทำท่าหัวใจแบบเกาหลี และอุ้มแมวตัวโปรด

ภาพลักษณ์ gemoy หรือความน่ารักน่าเอ็นดู ได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งรุ่นใหม่ ในประเทศที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งประมาณครึ่งหนึ่งมีอายุต่ำกว่า 40 ปี

ตัวการ์ตูนไม่ได้แอบอ้างว่าเป็นภาพถ่ายจริง ผู้ชมส่วนใหญ่ย่อมมองออกว่าเป็นงานสร้างสรรค์ แต่ AI ช่วยเลือกว่าประชาชนควรเห็นบุคลิกด้านใดของผู้สมัคร และทำให้ภาพใหม่นั้นถูกส่งซ้ำอย่างต่อเนื่องจนค่อย ๆ เข้ามาแทนที่ความทรงจำทางการเมืองเดิม

กรณีนี้ทำให้เห็นว่า อิทธิพลของ AI ไม่จำเป็นต้องเกิดจากการสร้างเรื่องเท็จที่ตรวจสอบได้เสมอไป บางครั้งมันเกิดจากการสร้างความรู้สึกทำให้ผู้สมัครดูอบอุ่น แข็งแกร่ง ทันสมัย เป็นคนธรรมดา หรือใกล้ชิดกับคนรุ่นใหม่

การเมืองเคยสร้างภาพลักษณ์เช่นนี้มาก่อนแล้วผ่านโปสเตอร์ โทรทัศน์ และบริษัทประชาสัมพันธ์ สิ่งที่ AI เพิ่มเข้ามาคือความรวดเร็ว ต้นทุนที่ต่ำลง และความสามารถในการผลิตภาพหลายรูปแบบสำหรับผู้ชมต่างกลุ่มได้แทบไม่จำกัด

เครื่องมือเดียวกันที่จะสร้างให้เป็นวีรบุรุษหรือผู้ร้ายก็ได้

ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีอาร์เจนตินาปี 2023 ทั้งฝ่ายของ Sergio Massa และ Javier Milei ใช้ภาพที่สร้างด้วย AI เป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารทางการเมือง

ภาพบางชุดนำเสนอผู้สมัครของตน ในฐานะผู้นำที่เข้มแข็งหรือวีรบุรุษ ขณะที่อีกฝ่ายถูกนำไปวางไว้ในฉากภาพยนตร์ หรือสถานการณ์ที่ทำให้ดูไม่มั่นคง น่ากลัว หรือเป็นภัยต่ออนาคตของประเทศ

นี่คือความได้เปรียบของ AI ในสนามการเมือง เครื่องมือเดียวกันสามารถใช้สร้างภาพด้านบวกให้ตนเอง และผลิตภาพด้านลบของคู่แข่งได้ภายในเวลาไม่กี่นาที ผู้สร้างไม่จำเป็นต้องรอให้ฝ่ายตรงข้ามกล่าวผิดหรือแสดงพฤติกรรมที่เสียหาย เพราะสามารถสร้างเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาให้ผู้ชมเห็นได้เลย

แม้ผู้ชมบางคนจะรู้ว่าเป็นภาพสมมติ แต่ภาพที่กระตุ้นความกลัว ความโกรธ หรือความชื่นชอบยังอาจส่งผลต่อความรู้สึกได้ก่อนที่เหตุผลจะเข้ามาตรวจสอบ

คนดังก็อาจถูกทำเป็นว่าเลือกข้างทางการเมือง

ระหว่างการเลือกตั้งทั่วไปของอินเดียในปี 2024 มีวิดีโอ Deepfake ของนักแสดงชื่อดัง Aamir Khan และ Ranveer Singh เผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ วิดีโอทำให้ดูเหมือนว่านักแสดงทั้งสองวิจารณ์นายกรัฐมนตรี Narendra Modi และสนับสนุนพรรค Congress ฝ่ายค้าน

ทั้งสองคนยืนยันว่าไม่เคยกล่าวข้อความเหล่านั้น Aamir Khan ยื่นเรื่องต่อตำรวจ ขณะที่ Ranveer Singh เตือนผู้ติดตามให้ระมัดระวัง Deepfake

กรณีนี้สะท้อนปัญหาอีกระดับหนึ่ง เพราะผู้สร้างเนื้อหาไม่ได้ปลอมเฉพาะคำพูดของผู้สมัคร แต่ยืมความน่าเชื่อถือและฐานผู้ติดตามของบุคคลที่มีชื่อเสียงมาใช้ชักจูงทางการเมือง โดยที่เจ้าของใบหน้าและเสียงไม่ได้ให้ความยินยอมหรือไม่รู้เรื่องเลย

เมื่อวิดีโอถูกส่งต่อไปแล้วหลายแสนครั้ง การออกมาปฏิเสธภายหลังอาจไม่สามารถเข้าถึงคนกลุ่มเดียวกับที่เคยเห็นเนื้อหาปลอมได้ทั้งหมด

จากการโจมตีผู้สมัคร สู่การขัดขวางไม่ให้ประชาชนไปเลือกตั้ง

กรณีที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาก่อนการเลือกตั้งขั้นต้นของรัฐนิวแฮมป์เชียร์ปี 2024 แสดงให้เห็นว่า AI สามารถทำอันตรายมากกว่าการทำลายชื่อเสียงของนักการเมือง

ประชาชนได้รับโทรศัพท์อัตโนมัติที่ใช้เสียง AI เลียนแบบประธานาธิบดี Joe Biden โดยเนื้อหาโน้มน้าวไม่ให้ผู้รับออกไปลงคะแนนในการเลือกตั้งขั้นต้น

เป้าหมายของข้อความนี้ ไม่ใช่การทำให้ผู้เลือกตั้งชอบผู้สมัครคนหนึ่งมากกว่าอีกคน แต่เป็นการทำให้ประชาชนไม่ไปใช้สิทธิเลย

คณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสารของสหรัฐฯ หรือ FCC จึงวินิจฉัยว่าเสียงที่สร้างด้วย AI ถือเป็นเสียงเทียมภายใต้กฎหมายควบคุมโทรศัพท์อัตโนมัติ และเสนอปรับผู้ที่อยู่เบื้องหลังการโทรดังกล่าวเป็นเงิน 6 ล้านดอลลาร์

กรณีนี้ชี้ให้เห็นว่า ภัยจาก AI ต่อการเลือกตั้งอาจไม่ได้มาในรูปของวิดีโอที่ผลิตอย่างประณีตเสมอไป เพียงเสียงสั้น ๆ ที่ส่งถึงประชาชนในช่วงเวลาสำคัญก็อาจสร้างความสับสนและกระทบต่อการใช้สิทธิได้

แต่ละประเทศกำลังขีดเส้นไม่เหมือนกัน

ประเทศต่าง ๆ เริ่มยอมรับแล้วว่า กฎหมายเลือกตั้งเดิมอาจไม่เพียงพอสำหรับเนื้อหาที่สร้างด้วย AI แต่แนวทางกำกับยังแตกต่างกันมาก

บราซิล ห้ามใช้ Deepfake ในการโฆษณาหาเสียง กำหนดให้เปิดเผยเมื่อใช้ AI และจำกัดการใช้แชตบอตหรือระบบอัตโนมัติที่ทำให้ผู้ใช้เข้าใจว่ากำลังสนทนากับผู้สมัครจริง อย่างไรก็ตาม คดีของ Flávio Bolsonaro แสดงให้เห็นว่า การตัดสินยังต้องพิจารณาทั้งเนื้อหา สถานที่เผยแพร่ ช่วงเวลา และเจตนา

เกาหลีใต้ ใช้แนวทางเข้มงวดกว่า โดยห้ามผลิตและเผยแพร่ภาพ เสียง หรือวิดีโอ Deepfake เพื่อการหาเสียงในช่วง 90 วันก่อนวันเลือกตั้ง ส่วนการใช้ก่อนช่วงเวลาดังกล่าว ต้องระบุให้ชัดว่าเป็นเนื้อหาที่สร้างด้วย AI ผู้ฝ่าฝืนอาจเผชิญโทษจำคุกหรือปรับ

สิงคโปร์ กำหนดให้การเผยแพร่โฆษณาเลือกตั้งออนไลน์ที่สร้างหรือดัดแปลงภาพและเสียงอย่างสมจริง จนทำให้ดูเหมือนผู้สมัครพูดหรือทำสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้น เป็นความผิดทางอาญาตั้งแต่วันกำหนดวันเลือกตั้งจนถึงเวลาปิดหีบ เจ้าหน้าที่การเลือกตั้งยังสามารถสั่งให้นำเนื้อหาออกหรือปิดกั้นการเข้าถึงได้

อินเดีย เลือกใช้แนวทางเน้นความโปร่งใส คณะกรรมการการเลือกตั้งแนะนำให้พรรค ผู้สมัคร และผู้รณรงค์ติดป้ายอย่างชัดเจนว่าเนื้อหาใดเป็น “AI-Generated”, “Digitally Enhanced” หรือ “Synthetic Content” พร้อมกำชับไม่ให้ใช้ AI ผลิตข้อมูลบิดเบือนหรือทำลายความเท่าเทียมในการแข่งขัน

สหภาพยุโรป ไม่ได้ห้าม Deepfake ทางการเมืองทั้งหมด แต่ตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2026 เป็นต้นมา AI Act กำหนดให้เนื้อหาสังเคราะห์สามารถตรวจจับได้ และให้ผู้เผยแพร่เปิดเผยอย่างชัดเจนเมื่อภาพ เสียง หรือวิดีโอเป็น Deepfake

สหรัฐอเมริกา ยังไม่มีกฎหมายระดับสหพันธรัฐฉบับเดียวที่กำกับ AI ในการหาเสียงทุกช่องทาง กฎหมายจึงแตกต่างกันไปในแต่ละรัฐ บางแห่งบังคับให้ติดป้าย บางแห่งเปิดสิทธิให้ผู้สมัครฟ้องผู้สร้างเนื้อหาปลอม ขณะที่บางกฎหมายถูกท้าทายว่า อาจจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกมากเกินไป

ความแตกต่างเหล่านี้สะท้อนคำถามเดียวกันว่า รัฐควรห้ามเนื้อหาปลอมทั้งหมด หรือควรอนุญาตหากมีป้ายแจ้งชัดเจน และจะรักษาพื้นที่สำหรับอารมณ์ขัน การล้อเลียน ศิลปะ และการวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมืองไว้ได้อย่างไร

ป้าย “สร้างด้วย AI” เพียงพอหรือไม่

การบังคับติดป้ายเป็นมาตรการที่สมเหตุสมผล แต่ไม่ได้หมายความว่าปัญหาจะหมดไป

ผู้ชมอาจไม่สังเกตเห็นป้าย ซึ่งมีขนาดเล็กหรือปรากฏเพียงช่วงสั้น ๆ บางคนอาจเห็นภาพจากการจับหน้าจอ ที่ตัดข้อความกำกับออกแล้ว และถึงแม้รู้ว่าเป็นภาพที่สร้างขึ้น ความรู้สึกที่เกิดจากภาพนั้นก็อาจยังคงอยู่

ในทางกลับกัน การมี Deepfake จำนวนมากยังเปิดโอกาสให้นักการเมืองปฏิเสธหลักฐานจริงได้ง่ายขึ้น เมื่อมีคลิปเสียงหรือวิดีโอที่สร้างความเสียหาย ผู้ถูกกล่าวหาอาจอ้างว่าเป็นผลงานของ AI แม้เนื้อหานั้นจะเป็นของจริง

ปัญหาของ AI ในการเลือกตั้งจึงไม่ใช่เพียงทำให้ของปลอมดูเหมือนจริง แต่ยังทำให้ของจริงถูกทำให้ดูน่าสงสัยได้ด้วย

การเมืองไม่เคยปราศจากการสร้างภาพ

นักการเมืองสร้างภาพลักษณ์ของตนมานานก่อนมี AI พวกเขาเลือกเสื้อผ้า ฉากหลัง ถ้อยคำ เพลง ภาพถ่าย และช่วงเวลาที่เหมาะสมเพื่อให้ประชาชนเห็นบุคลิกด้านที่ต้องการนำเสนอ ขณะเดียวกัน การกล่าวหา การตัดต่อ และการโฆษณาชวนเชื่อก็เป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันทางการเมืองมาหลายยุคสมัย

AI ไม่ได้เป็นผู้คิดค้นพฤติกรรมเหล่านี้ขึ้นมา

สิ่งที่ AI เปลี่ยนคือ มันทำให้การสร้างภาพและเสียงปลอมทำได้รวดเร็ว ราคาถูก สมจริง และผลิตซ้ำได้ในจำนวนมหาศาล เนื้อหาแต่ละชุดยังสามารถปรับให้ตรงกับความกลัว ความหวัง ภาษา และความเชื่อของผู้เลือกตั้งแต่ละกลุ่มได้โดยเฉพาะ

ในอนาคต เราอาจไม่ได้พบเพียงวิดีโอปลอมชิ้นเดียวที่ประชาชนทั้งประเทศเห็นพร้อมกัน แต่เป็นวิดีโอหลายพันแบบที่บอกเรื่องราวแตกต่างกันแก่ผู้เลือกตั้งแต่ละคน โดยไม่มีใครมองเห็นภาพรวมทั้งหมดของการหาเสียงนั้น

ประชาธิปไตยจึงไม่จำเป็นต้องห้ามนักการเมืองใช้ AI ทุกกรณี แต่ต้องทำให้ประชาชนรู้ว่า สิ่งที่กำลังดูมาจากใคร ถูกสร้างขึ้นอย่างไร และใครจะรับผิดชอบหากเนื้อหานั้นเป็นเท็จ

เพราะในวันที่นักการเมืองสามารถสร้างตนเองในแบบที่ไม่เคยเป็น และสร้างคู่แข่งในแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง การตัดสินใจของผู้เลือกตั้งอาจไม่ได้ตั้งอยู่บนคำถามว่าใครพูดอะไรอีกต่อไป แต่อยู่ที่ว่า เราจะรู้ได้อย่างไรว่าคำพูดนั้นเคยเกิดขึ้นจริง

แหล่งข้อมูล

Tribunal Superior Eleitoral — TSE กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับ Deepfake สำหรับการเลือกตั้งบราซิลปี 2026

Associated Press — Brazil’s Electoral Court Sets New Standards for AI Deepfakes

Reuters — Imran Khan Campaigns from Jail Through AI and Online Rallies

Reuters — Generative AI in Indonesia’s 2024 Presidential Election

Reuters — Deepfakes of Bollywood Stars During India’s Election

Federal Communications Commission — AI-Generated Voices in Robocalls

Elections Department Singapore — Rules on AI in Election Campaigns

Election Commission of India — Labelling Synthetic and AI-Generated Campaign Content

European Commission — Transparency Obligations under Article 50 of the AI Act