Hotspot ลดลง แต่สถานการณ์ยังเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
ข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงป่าไม้อินโดนีเซียระบุว่า จำนวน hotspot ที่มีความเชื่อมั่นสูงทั่วประเทศลดลงเหลือ 1,037 จุด เมื่อวันที่ 15 กันยายน ลดลงประมาณ 400 จุดจากวันก่อนหน้า
อย่างไรก็ตาม การลดลงไม่ได้เกิดขึ้นเท่ากันทุกพื้นที่ Central Kalimantan ลดจาก 689 เหลือ 266 จุด และ West Kalimantan ลดจาก 203 เหลือ 43 จุด แต่ใน South Sumatra กลับเพิ่มจาก 116 เป็น 245 จุด ขณะที่ Jambi เพิ่มจาก 9 เป็น 62 จุด
กระทรวงป่าไม้ย้ำว่า hotspot เป็นเพียงจุดความร้อนที่ดาวเทียมตรวจพบ ไม่ได้หมายความว่าหนึ่ง hotspot เท่ากับไฟหนึ่งจุดโดยตรง และยังต้องตรวจสอบกับสถานการณ์บนพื้นดินอีกครั้ง
มาเลเซียเข้าร่วมปฏิบัติการดับไฟในอินโดนีเซีย
ความเคลื่อนไหวสำคัญล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อประธานาธิบดี Prabowo Subianto ตอบรับข้อเสนอของมาเลเซียที่จะส่งกำลังเข้าไปช่วยดับไฟในกาลิมันตัน
มาเลเซียเตรียมส่งเครื่องบิน Bombardier CL-415MP จำนวน 1 ลำ เฮลิคอปเตอร์ 3 ลำ และเจ้าหน้าที่ 52 คน จาก NADMA, หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทางทะเล และกองทัพอากาศมาเลเซียเข้าร่วมปฏิบัติการ
การเข้าร่วมของมาเลเซียเกิดขึ้นหลังจากญี่ปุ่นส่งเฮลิคอปเตอร์ CH-47 Chinook และกำลังสนับสนุนเข้าไปช่วยอินโดนีเซียก่อนหน้านี้ ทำให้ปฏิบัติการครั้งนี้เริ่มมีลักษณะของความร่วมมือระดับภูมิภาคมากขึ้น
มาเลเซียเริ่มทำ Cloud Seeding หลังคุณภาพอากาศยังแย่
ในฝั่งมาเลเซีย สถานการณ์ยังไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ
วันที่ 19 กันยายน รัฐบาลเริ่มปฏิบัติการ cloud seeding ใน Selangor, Kuala Lumpur และ Putrajaya หลังค่าดัชนีมลพิษทางอากาศหรือ API อยู่เหนือ 150 ต่อเนื่องเป็นเวลานาน
ช่วงบ่ายวันเดียวกัน ยังมีอย่างน้อย 17 พื้นที่ทั่วประเทศ ที่มีค่า API อยู่ในระดับ “ไม่ดีต่อสุขภาพ” โดยพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักยังรวมถึง Sarawak ขณะที่ Cheras ในกัวลาลัมเปอร์อยู่ที่ 149 และ Batu Muda 121 Malay Mail: Cloud seeding begins in Klang Valley (Malay Mail)
สถานการณ์ดีขึ้นจากวันที่ 18 กันยายน ซึ่งมีถึง 35 พื้นที่ อยู่ในระดับไม่ดีต่อสุขภาพ และบางจุดใน Selangor มี API เข้าใกล้ระดับ 200 แต่คุณภาพอากาศยังสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วตามทิศทางลมและตำแหน่งของไฟในอินโดนีเซีย (Malay Mail)
สิงคโปร์กลับเข้าสู่ระดับ “ไม่ดีต่อสุขภาพ” อีกครั้ง
สิงคโปร์ก็ยังไม่พ้นจากผลกระทบ วันที่ 19 กันยายน ค่า 24-hour PSI ในพื้นที่ตอนกลางของสิงคโปร์ขึ้นถึง 102 ในช่วงบ่าย ก่อนเพิ่มเป็น 108 ในเวลา 18.00 น. ซึ่งอยู่ในระดับไม่ดีต่อสุขภาพ ขณะที่พื้นที่อื่นยังอยู่ในระดับปานกลาง
National Environment Agency หรือ NEA ระบุว่า สภาพอากาศใน Kalimantan และตอนใต้ของ Sumatra ยังคงแห้ง และตรวจพบกลุ่ม haze เคลื่อนเข้าสู่สิงคโปร์ตามลมตะวันออกเฉียงใต้
อินโดนีเซียเริ่มเข้มงวดกับผู้ที่อาจเกี่ยวข้องกับการเผาพื้นที่
อีกด้านหนึ่ง รัฐบาลอินโดนีเซียกำลังเพิ่มมาตรการบังคับใช้กฎหมาย กระทรวงสิ่งแวดล้อมระบุว่าได้ ปิดพื้นที่ดำเนินงานของบริษัทประมาณ 50 แห่งใน 8 จังหวัด หลังตรวจพบจุดไฟภายในพื้นที่สัมปทาน เพื่อสอบสวนว่าบริษัทเหล่านั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับไฟหรือไม่ ANTARA: Government seals 50 companies over forest and land fires (Antara News)
Prabowo ยังเรียกร้องให้เพิ่มบทลงโทษต่อการเผาป่าและการใช้ไฟเปิดพื้นที่ โดย Reuters รายงานว่าตำรวจกำลังดำเนินคดีอาญา 219 คดี มีผู้ต้องสงสัย 162 คน และกำลังตรวจสอบบริษัท 95 แห่ง ที่อาจเกี่ยวข้องกับเหตุไฟป่าและไฟบนพื้นที่ (Reuters)
แต่ในเวลาเดียวกัน ความไม่พอใจต่อการรับมือของรัฐบาลก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน วันที่ 19 กันยายน กลุ่มชนพื้นเมืองและองค์กรภาคประชาสังคมใน West Kalimantan ยื่น class-action lawsuit ต่อประธานาธิบดี Prabowo และเจ้าหน้าที่รัฐหลายหน่วยงาน โดยกล่าวหาว่ารัฐไม่สามารถป้องกันและรับมือกับไฟป่าที่เกิดซ้ำทุกปีได้อย่างเพียงพอ คดีถูกยื่นต่อศาล Pontianak และมีกำหนดพิจารณาครั้งแรกวันที่ 7 ตุลาคม Reuters: Indigenous and civil-society groups sue Prabowo over forest fire response (Reuters)
ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าวิกฤตกำลังจบ
แม้จำนวน hotspot ในบางพื้นที่เริ่มลดลง แต่รัฐบาลอินโดนีเซียยังเตือนว่า ฤดูไฟอาจลากยาวไปถึงต้นเดือนพฤศจิกายน เนื่องจากฤดูฝนอาจมาช้ากว่าปกติและสภาพอากาศยังแห้งจากอิทธิพลของ El Niño
ปี 2026 ถูกประเมินว่าเป็นฤดูไฟป่าที่รุนแรงที่สุดของอินโดนีเซียในรอบ 11 ปี และผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะพื้นที่ไฟไหม้ แต่ยังรวมถึงปัญหาสุขภาพ การเดินทาง การศึกษา และคุณภาพอากาศในประเทศเพื่อนบ้านด้วย(Reuters)
ดังนั้น สถานการณ์ล่าสุด ณ วันที่ 19 กันยายนจึงยังไม่ใช่ “ไฟเริ่มดับแล้ว” แต่เป็นสถานการณ์ที่มีทั้งสัญญาณดีและสัญญาณเตือนพร้อมกัน
ตราบใดที่พื้นที่พรุและป่ายังคงแห้ง และฝนยังไม่กลับมาอย่างต่อเนื่อง วิกฤต haze ในภูมิภาคนี้ก็ยังถือว่ายังไม่จบ



