คำถามที่กำลังใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จึงไม่ใช่ว่า AI จะฉลาดขึ้นได้อีกแค่ไหน แต่คือ AI มีสิทธิเรียนรู้จากอะไร และใครควรเป็นผู้กำหนดสิทธินั้น
คำถามนี้กำลังกลายเป็นประเด็นใหญ่ในออสเตรเลีย เมื่อรัฐบาลพยายามหาสมดุลระหว่างการดึงดูดการลงทุนจากบริษัท AI ชั้นนำของโลก กับการคุ้มครองนักเขียน ศิลปิน นักดนตรี ผู้ผลิตสื่อ และเจ้าของลิขสิทธิ์ และสิ่งที่เกิดขึ้นในออสเตรเลียอาจเป็นบทเรียนสำคัญ สำหรับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอนาคตอันใกล้
เมื่อ AI ต้องการมา "ฝึกเรียน" ในออสเตรเลีย
รัฐบาลออสเตรเลียกำลังพยายามเปลี่ยนประเทศจากการเป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยี AI ไปสู่การเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีการพัฒนาและฝึกโมเดล AI ขั้นสูง โดยเอกสารหารือของรัฐบาลที่ชื่อว่า "AI on Australian Terms" ซึ่งหลุดออกมาในเดือนกันยายน 2026 สะท้อนว่าออสเตรเลียต้องการดึงดูดการลงทุนในศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการฝึก AI โดยมองว่าเทคโนโลยีดังกล่าวเกี่ยวข้องทั้งกับผลิตภาพทางเศรษฐกิจ ความมั่นคง การวิจัย นวัตกรรม และความสามารถทางเทคโนโลยีของประเทศ
รองนายกรัฐมนตรี Richard Marles ถึงกับกล่าวว่า โอกาสทางเศรษฐกิจของออสเตรเลียจากการร่วมมือกับบริษัท AI ชั้นแนวหน้านั้นมหาศาล แต่การจะนำโมเดล AI ขนาดใหญ่มาฝึกในประเทศไม่ได้ต้องการเพียงคอมพิวเตอร์ ชิป และไฟฟ้าจำนวนมหาศาล มันต้องการข้อมูล — และตรงนี้เองที่เรื่องเริ่มซับซ้อน
ถ้างานอยู่บนอินเทอร์เน็ต AI นำไปฝึกได้หรือไม่?
ABC Australia เปิดเผยเอกสารลับจากกระบวนการหารือเรื่องลิขสิทธิ์ของกรมอัยการสูงสุด ซึ่งเสนอแนวทางให้การอนุญาตใช้ผลงานฝึก AI เป็นแบบ opt-out โดยปริยาย นั่นคือเจ้าของผลงานต้องเป็นฝ่ายแสดงเจตนาปฏิเสธเองหากไม่ต้องการให้ผลงานถูกนำไปใช้ ซึ่งกลับด้านจากหลักการเดิมของกฎหมายลิขสิทธิ์ที่ให้บริษัทต้องขออนุญาตก่อน
รายละเอียดที่ Mumbrella รายงานเพิ่มเติม ระบุว่ามีสองทางเลือกหลักที่เสนอต่อกลุ่มตัวแทนเจ้าของสิทธิ์ ทางเลือกแรกให้บริษัท AI เจรจาข้อตกลงใช้ข้อมูลแบบสมัครใจกับเจ้าของสิทธิ์ ส่วนเนื้อหาที่ไม่สามารถขออนุญาตได้ทีละรายในทางปฏิบัติ หรือที่อุตสาหกรรมเรียกว่าปัญหา "long tail" จะมีกลไกกว้างขึ้นให้บริษัท AI เข้าถึงได้ ขณะที่ทางเลือกที่สองกำหนดให้ต้องบรรลุข้อตกลงกับเจ้าของสิทธิ์จำนวนหนึ่งก่อน จึงจะได้รับอนุญาตตามกฎหมายให้ฝึกโมเดลจากเนื้อหาที่เหลือได้กว้างขึ้น
OpenAI ยืนยันว่าได้เข้าร่วมกระบวนการหารือดังกล่าว เช่นเดียวกับ Anthropic โดยบริษัทเหล่านี้มองว่าความไม่แน่นอนด้านกฎหมายลิขสิทธิ์เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจลงทุนด้าน AI ในออสเตรเลีย
นี่จึงไม่ใช่การถกเถียงเรื่องกฎหมายลิขสิทธิ์ธรรมดาอีกต่อไป ด้านหนึ่งคือการลงทุน เทคโนโลยี ศูนย์ข้อมูล งาน และโอกาสที่จะทำให้ออสเตรเลียมีบทบาทในอุตสาหกรรม AI แต่อีกด้านหนึ่งคือคำถามพื้นฐานว่า ใครควรมีสิทธิตัดสินใจว่าผลงานที่มนุษย์สร้างขึ้นจะถูกนำไปใช้สร้างเทคโนโลยีเชิงพาณิชย์อย่างไร
รัฐบาลออสเตรเลียเองก็รู้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องง่าย
สิ่งที่น่าสนใจคือ รัฐบาลออสเตรเลียไม่ได้มองปัญหานี้เพียงจากมุมของบริษัทเทคโนโลยี โฆษกของอัยการสูงสุด Michelle Rowland ระบุว่า รัฐบาลยังคงหารือกับผู้สร้างสรรค์ องค์กรสื่อ และบริษัท AI อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงกฎหมายลิขสิทธิ์ในอนาคตให้อำนาจควบคุมที่แท้จริงและค่าตอบแทนที่เป็นธรรมแก่เจ้าของผลงาน
ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีอุตสาหกรรมและนวัตกรรม Tim Ayres ก็ ปฏิเสธว่าข้อเสนอนี้จะลดทอนการคุ้มครองลิขสิทธิ์แต่อย่างใด แม้ทิศทางดังกล่าวจะดูสวนทางกับคำมั่นก่อนหน้าของรัฐบาล Albanese ที่เคยยืนยันว่าจะไม่มีข้อยกเว้นด้าน text and data mining โดยไม่มีค่าตอบแทนแก่เจ้าของสิทธิ์
ฝั่งนักวิชาการก็ไม่นิ่งเฉย บทวิเคราะห์ใน The Conversation ชี้ว่าระบบ opt-out ขัดกับหลักการพื้นฐานของกฎหมายลิขสิทธิ์ออสเตรเลีย เพราะเป็นการผลักภาระให้เจ้าของผลงานต้องลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิ์ของตัวเอง ทั้งที่หลักกฎหมายควรให้ฝ่ายที่ต้องการใช้งานเป็นผู้ขออนุญาตก่อน
ดังนั้นโจทย์ของออสเตรเลียจึงเป็นการพยายามทำสองอย่างพร้อมกัน คือ ดึง AI เข้าประเทศ และไม่ปล่อยให้ผู้สร้างเนื้อหาเป็นฝ่ายเสียประโยชน์ สองเป้าหมายนี้พูดง่าย แต่การทำให้เกิดขึ้นพร้อมกันอาจเป็นเรื่องยากมาก
เรื่องนี้ใหญ่กว่า Copyright
ลองขยายคำถามออกไปอีกเล็กน้อย
สิ่งที่ AI เรียนรู้ไม่ได้มีเพียงนวนิยาย เพลง หรือภาพวาดที่มีเจ้าของลิขสิทธิ์ชัดเจน AI เรียนรู้ภาษา วิธีใช้คำ เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ความรู้ท้องถิ่น รูปแบบการสื่อสาร และเนื้อหาที่สังคมหนึ่งสร้างสะสมไว้บนโลกดิจิทัล
ข้อมูลเหล่านี้จำนวนมากอาจไม่ได้มีมูลค่าสูงเมื่อแยกออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ แต่เมื่อนำข้อมูลจำนวนมหาศาลมารวมกัน มันกลายเป็นทรัพยากรสำคัญที่ทำให้ AI สามารถเข้าใจภาษา ตอบคำถามเกี่ยวกับสังคมหนึ่ง หรือสร้างเนื้อหาที่เลียนแบบรูปแบบการสื่อสารของคนในสังคมนั้นได้
จึงเกิดคำถามใหม่ขึ้นว่า ความรู้ของสังคมหนึ่งเป็นเพียงข้อมูลที่สามารถเก็บรวบรวมได้ หรือเป็นทรัพยากรที่สังคมนั้นควรมีสิทธิกำหนดเงื่อนไขในการนำไปใช้?
ตรงนี้ทำให้การถกเถียงเรื่อง AI เริ่มขยับจาก copyright ไปสู่เรื่อง data sovereignty และ cultural sovereignty หรือสิทธิในการกำหนดชะตาของข้อมูลและทรัพยากรทางวัฒนธรรมของตนเอง
แล้วอาเซียนอยู่ตรงไหน?
คำถามนี้สำคัญเป็นพิเศษสำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ภูมิภาคนี้มีประชากรกว่า 680 ล้านคน และมีความหลากหลายทางภาษาและวัฒนธรรมสูงมาก ตั้งแต่ภาษาอินโดนีเซีย มลายู ไทย เวียดนาม พม่า เขมร ลาว ฟิลิปิโน เมียนมาร์ ตาตุม ไปจนถึงภาษาท้องถิ่นอีกจำนวนมาก
ในยุค AI ข้อมูลภาษาเหล่านี้มีมูลค่าในรูปแบบใหม่ ยิ่งบริษัท AI ต้องการสร้างโมเดลที่สามารถใช้งานได้ทั่วโลกมากเท่าใด ความต้องการข้อมูลจากภาษาที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษก็ยิ่งเพิ่มขึ้น
แต่ประเทศในอาเซียนส่วนใหญ่ยังไม่ได้มีการถกเถียงสาธารณะอย่างจริงจังว่า หากหนังสือ ข่าว เว็บไซต์ งานวิจัย งานศิลปะ หรือข้อมูลภาษาในประเทศถูกนำไปใช้ในการพัฒนาโมเดล AI ต่างประเทศ ผู้สร้างเนื้อหาและสังคมเจ้าของข้อมูลควรได้รับอะไรกลับมา
เงินอาจเป็นคำตอบส่วนหนึ่ง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะหาก AI ในอนาคตกลายเป็นช่องทางสำคัญที่ผู้คนใช้ค้นหาความรู้ เรียนภาษา หรือทำความเข้าใจประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม คำถามว่า ใครเป็นผู้สร้างข้อมูลที่ AI เรียนรู้ และใครเป็นผู้กำหนดวิธีที่ความรู้นั้นถูกนำเสนอ ก็จะยิ่งมีความสำคัญขึ้น
จากทรัพยากรธรรมชาติ สู่ทรัพยากรความรู้
ในอดีตประเทศต่าง ๆ ถกเถียงกันเรื่องสิทธิในการควบคุมน้ำมัน แร่ธาตุ ป่าไม้ หรือทรัพยากรธรรมชาติ ในศตวรรษที่ 21 เราเริ่มถกเถียงกันเรื่องข้อมูล และในยุค Generative AI เราอาจต้องไปไกลกว่านั้น คือเริ่มคิดถึงความรู้ ภาษา และวัฒนธรรมในฐานะทรัพยากรของยุคดิจิทัล
กรณีของออสเตรเลียจึงน่าสนใจ ไม่ใช่เพราะประเทศกำลังตัดสินใจว่าจะยอมให้ OpenAI หรือ Anthropic ใช้ข้อมูลอะไรเท่านั้น แต่เพราะออสเตรเลียกำลังพยายามตอบคำถามที่อีกหลายประเทศจะต้องเผชิญตามมา
จะเปิดประตูให้บริษัท AI เข้ามาลงทุนอย่างไร โดยยังรักษาสิทธิของผู้สร้างความรู้? จะสร้างกติกาที่ทำให้บริษัทสามารถพัฒนาเทคโนโลยีได้ โดยไม่ถือว่าทุกสิ่งที่อยู่บนอินเทอร์เน็ตเป็นวัตถุดิบที่นำไปใช้ได้โดยอัตโนมัติอย่างไร? และที่สำคัญกว่านั้นคือ หาก AI กำลังเรียนรู้จากความรู้ที่มนุษย์ทั้งโลกช่วยกันสร้าง ใครควรเป็นเจ้าของมูลค่าที่เกิดขึ้นจากความรู้นั้น?
ออสเตรเลียกำลังเริ่มหาคำตอบ สำหรับอาเซียน คำถามนี้อาจเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น



