← บทความทั้งหมดRosenun.com
วารสารอิสระเพื่อความรู้และสังคมKUALA LUMPUR · OCTOBER 2026
สถานการณ์โลก & ภูมิรัฐศาสตร์

วิกฤตหลังประตูโรงเรียน: ภาพสะท้อนความเหลื่อมล้ำซ้ำซ้อนในระบบการศึกษาฝรั่งเศส

ฝรั่งเศสคุ้นเคยกับการประท้วง แต่ครั้งนี้คนที่ยืนอยู่หน้าแนวกั้นตำรวจจำนวนมากยังอยู่ในวัยมัธยม ปลายเดือนกันยายน 2026 นักเรียนจากโรงเรียนมัธยมหลายแห่งเริ่มปิดทางเข้าโรงเรียน เรียกร้องให้มีการเพิ่มจำนวนครู การทดแทนครูที่ขาดสอน ห้องเรียนที่ไม่แออัด อาคารเรียนที่อยู่ในสภาพเหมาะสมและตารางเรียนที่ไม่หนักเกินไป

โดย Rosenun·05 Oct 2026·2 นาทีในการอ่าน·381 ครั้งที่อ่าน
วิกฤตหลังประตูโรงเรียน: ภาพสะท้อนความเหลื่อมล้ำซ้ำซ้อนในระบบการศึกษาฝรั่งเศส

การเคลื่อนไหวซึ่งเริ่มจาก Île-de-France ก่อนขยายไปทั่วประเทศเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก โดยวันที่ 29 กันยายน กระทรวงศึกษาธิการฝรั่งเศสรายงานว่ามีโรงเรียนมัธยม 338 แห่งได้รับผลกระทบจากการชุมนุมหรือการปิดโรงเรียน แต่เพียงสองวันต่อมา การประท้วงได้กระจายไปยังสถานศึกษามากกว่า 1,000 แห่ง และเริ่มมีนักศึกษามหาวิทยาลัยเข้าร่วมด้วย

มีการปะทะ การจับกุม การทำลายทรัพย์สิน และเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บในบางพื้นที่ รัฐบาลจึงเพิ่มกำลังตำรวจและสั่งให้บางโรงเรียนเปลี่ยนไปเรียนออนไลน์ชั่วคราว แต่หากมองเฉพาะภาพความรุนแรง เราอาจพลาดคำถามที่สำคัญกว่า

ทำไมเด็กอายุ 15 หรือ 16 ปี จึงรู้สึกว่าการปิดประตูโรงเรียนเป็นวิธีที่จะทำให้ผู้ใหญ่ยอมฟังพวกเขา?

จาก Créteil ถึง Saint-Denis จุดเริ่มต้นหนึ่งของการเคลื่อนไหวเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 17 กันยายน ที่ Lycée Gutenberg ใน Créteil ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงปารีส นักเรียนออกมาเรียกร้องเรื่องทรัพยากรและจำนวนครู ก่อนกระแสจะขยายไปยังโรงเรียนอื่นในพื้นที่ชานเมืองปารีสและทั่วประเทศ

แต่สถานที่ที่กลายเป็นภาพแทนของการประท้วงครั้งนี้คือ Lycée Paul-Éluard ใน Saint-Denis

นักเรียนและบุคลากรที่นั่นพูดถึงห้องเรียนที่แออัด อาคารและอุปกรณ์เก่า ครูที่ขาดแล้วไม่มีคนมาสอนแทน รวมถึงบุคลากรด้านสวัสดิการนักเรียนที่ไม่เพียงพอ โรงเรียนมีนักเรียนประมาณ 2,000 คน แต่มีรายงานว่าไม่มีนักสังคมสงเคราะห์ประจำโรงเรียน ขณะที่บางห้องมีนักเรียนราว 35 คน

ความไม่พอใจไม่ได้จำกัดอยู่ที่ Saint-Denis นักเรียนในพื้นที่อื่นพูดถึงตารางเรียนที่ยาว ห้องเรียนที่แออัด ค่าอาหารในโรงเรียน และการขาดแคลนครู ส่วนองค์กรนักเรียนเรียกร้องให้รัฐเพิ่มทั้งทรัพยากรบุคคลและงบประมาณ พร้อมวิจารณ์แรงกดดันจากระบบ Parcoursup ซึ่งใช้สำหรับการสมัครเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา

ข้อเรียกร้องจึงฟังดูธรรมดาอย่างน่าประหลาด พวกเขาต้องการโรงเรียนที่สามารถเรียนได้จริง

ปัญหาที่สั่งสมมานาน

สิ่งที่ทำให้การประท้วงครั้งนี้น่าสนใจกว่าความขัดแย้งระหว่างนักเรียนกับรัฐบาล คือปัญหาที่เด็กกำลังพูดถึงมีข้อมูลระยะยาวรองรับ

ฝรั่งเศสมีระบบการศึกษาของรัฐที่เข้มแข็ง และใช้งบประมาณด้านการศึกษาสูง แต่ OECD พบความย้อนแย้งสำคัญว่า แม้ผลการเรียนโดยรวมของนักเรียนฝรั่งเศสอยู่ใกล้ค่าเฉลี่ยของ OECD แต่ความสัมพันธ์ระหว่างฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมของครอบครัว กับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษากลับสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ OECD

ข้อมูล PISA 2025 ซึ่งเผยแพร่ล่าสุดยิ่งทำให้ภาพชัดขึ้น นักเรียนฝรั่งเศสในกลุ่มฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมสูงสุด 25% ทำคะแนนวิทยาศาสตร์สูงกว่านักเรียนกลุ่มล่างสุด 25% ถึง 100 คะแนน ขณะที่ช่องว่างเฉลี่ยของประเทศ OECD อยู่ที่ 85 คะแนน

นั่นหมายความว่า ในประเทศที่ยึดคำว่า égalité — ความเสมอภาค — เป็นหนึ่งในอุดมคติพื้นฐาน สถานะทางสังคมของครอบครัวยังคงสัมพันธ์อย่างมากกับโอกาสทางการศึกษาของเด็ก

ปัญหาไม่ได้อยู่แค่ว่า “เด็กคนนี้จน”

มีข้อมูลอีกชุดหนึ่งที่น่าสนใจกว่านั้น OECD พบว่าในฝรั่งเศส สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคมของโรงเรียนที่เด็กเรียนอยู่ มีความสัมพันธ์กับผลการเรียนอย่างมาก ไม่ใช่เพียงฐานะของครอบครัวเด็กแต่ละคน

กล่าวง่าย ๆ คือ เด็กที่มาจากครอบครัวฐานะไม่ดี ไม่ได้แค่เผชิญกับความเสียเปรียบจากบ้านของตนเอง หากยังมีโอกาสเข้าเรียนในโรงเรียนที่มีนักเรียนจากครอบครัวเสียเปรียบกระจุกตัวอยู่ด้วย ความเหลื่อมล้ำจึงสามารถซ้อนกันหลายชั้น

OECD ระบุว่าเด็กที่มีผลสัมฤทธิ์ต่ำในฝรั่งเศสถูกแยกออกจากนักเรียนกลุ่มอื่นมากกว่าค่าเฉลี่ย OECD และนักเรียนที่มีภูมิหลังผู้อพยพก็มีระดับการแยกออกจากนักเรียนที่ไม่มีภูมิหลังผู้อพยพสูงกว่าค่าเฉลี่ยเช่นกัน

ระบบโรงเรียนจึงไม่ได้สะท้อนความเหลื่อมล้ำที่มีอยู่ในสังคมเท่านั้น ในบางสถานการณ์มันอาจช่วยผลิตซ้ำความเหลื่อมล้ำนั้น

Banlieue ไม่ได้หมายถึงเพียง “ชานเมือง”

นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมคำว่า banlieue จึงมีความหมายมากในเรื่องนี้ ในทางภูมิศาสตร์ มันหมายถึงพื้นที่รอบเมือง แต่ในบริบทฝรั่งเศส คำนี้มีความหมายทางสังคมซ้อนอยู่ โดยเฉพาะพื้นที่ชานเมืองที่มีประชากรรายได้น้อย ครอบครัวผู้อพยพ และชุมชนชนชั้นแรงงานอาศัยอยู่จำนวนมาก

Saint-Denis ซึ่งอยู่ทางเหนือของปารีสเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ความสัมพันธ์ระหว่างการศึกษา เชื้อสาย ชนชั้น และความเหลื่อมล้ำทางพื้นที่ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน

จึงไม่น่าแปลกที่ป้ายหนึ่งซึ่งปรากฏหน้าโรงเรียนระหว่างการประท้วงเขียนสั้น ๆ ว่า  “+ de moyens, − de misère” ที่แปลว่า เพิ่มทรัพยากร ลดความยากลำบาก

แต่เรื่องราวไม่ได้มีด้านเดียว รัฐไม่ได้ละเลยปัญหาเหล่านี้ทั้งหมด ฝรั่งเศสมีระบบ Priority Education หรือ REP/REP+ มาหลายทศวรรษแล้ว เพื่อจัดสรรทรัพยากรเพิ่มเติมให้โรงเรียนในพื้นที่เสียเปรียบ OECD ระบุว่าในปีการศึกษา 2022 มีโรงเรียนประมาณ 1,090 แห่งอยู่ในเครือข่ายดังกล่าว ครอบคลุมนักเรียนประมาณหนึ่งในห้าของระบบโรงเรียนรัฐ และรัฐใช้เงินเพิ่มเติมประมาณ 2.3 พันล้านยูโรกับ priority education ในปี 2021–22

แม้แต่ Paul-Éluard เองก็ไม่ได้ถูกทิ้งไว้โดยไม่มีการลงทุน หน่วยงาน Île-de-France ระบุว่าโรงเรียนอยู่ในโครงการปรับปรุงครั้งใหญ่ มูลค่า 43 ล้านยูโร ซึ่งเริ่มงานในฤดูร้อนปี 2026 และเป็นหนึ่งใน 51 โรงเรียนมัธยมของ Seine-Saint-Denis ที่อยู่ระหว่างการปรับปรุง

ดังนั้นเรื่องนี้ไม่สามารถอธิบายง่าย ๆ ว่า “รัฐบาลไม่ให้งบ” คำถามที่ยากกว่าคือ เหตุใดแม้รัฐจะมีนโยบายและงบประมาณ สำหรับลดความเหลื่อมล้ำมานานหลายทศวรรษ ความแตกต่างระหว่างโรงเรียนจึงยังถูกเด็กสัมผัสได้ในชีวิตประจำวัน

เมื่อการประท้วงเปลี่ยนเป็นปัญหาความมั่นคง

เมื่อการเคลื่อนไหวขยายตัว ภาพของการประท้วงก็เริ่มเปลี่ยน วันที่ 1 ตุลาคม ใน Haut-Rhin ทางตะวันออกของประเทศ เจ้าหน้าที่รายงานการขว้างปาสิ่งของและพลุใส่ตำรวจ มีผู้ถูกควบคุมตัว 35 คน ตำรวจและเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ ขณะที่ผู้ชุมนุมบางคนได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย

ในพื้นที่อื่นมีรายงานการทำลายทรัพย์สิน และการทำร้ายผู้บริหารหรือบุคลากรของโรงเรียนด้วย

รัฐบาลจึงต้องเผชิญโจทย์สองด้านพร้อมกัน ด้านหนึ่ง รัฐมีหน้าที่รักษาความปลอดภัยของโรงเรียน นักเรียน ครู และทรัพย์สิน แต่อีกด้านหนึ่ง หากการตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของนักเรียนถูกมองผ่านกรอบ “ความสงบเรียบร้อย” เพียงอย่างเดียว สาเหตุที่ทำให้เด็กออกมาประท้วงตั้งแต่แรกอาจหายไปจากการสนทนา

รัฐมนตรีศึกษาธิการ Édouard Geffray จึงประกาศพบตัวแทนนักเรียน ผู้ปกครอง บุคลากร และตัวแทนสภานักเรียนระดับชาติ เพื่อรับฟังข้อเรียกร้อง ขณะที่นักเรียนยังคงยืนยันว่าปัญหาหลักคือทรัพยากร ครูที่ไม่ได้รับการทดแทน อาคารเรียน และแรงกดดันจากระบบการศึกษา

ประเทศแห่ง égalité กับโรงเรียนที่ไม่เท่ากัน

ฝรั่งเศสสร้างสาธารณรัฐสมัยใหม่ขึ้นบนคำสามคำที่ปรากฏอยู่แทบทุกหนแห่ง

Liberté, Égalité, Fraternité.

เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ

โรงเรียนของรัฐมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในอุดมการณ์นี้ เพราะโรงเรียนควรเป็นสถานที่ที่เด็กจากครอบครัวแตกต่างกัน สามารถได้รับโอกาสจากรัฐอย่างเท่าเทียม

แต่ข้อมูล OECD บอกเราว่า ฝรั่งเศสยังไปไม่ถึงจุดนั้น เด็กจากครอบครัวที่มีฐานะได้เปรียบยังมีผลสัมฤทธิ์สูงกว่าเด็กจากครอบครัวเสียเปรียบอย่างชัดเจน โรงเรียนเองก็มีองค์ประกอบทางสังคมแตกต่างกัน และความแตกต่างนั้นสัมพันธ์กับผลการเรียนของเด็ก

นี่ทำให้การประท้วงของนักเรียนในปี 2026 มีความหมายมากกว่าข้อเรียกร้องเรื่องครูไม่พอหรืออาคารเก่า

เด็กเหล่านี้กำลังตั้งคำถามกับสัญญาพื้นฐานของระบบการศึกษาของรัฐว่า หากโรงเรียนคือสถานที่ที่ควรสร้างความเท่าเทียม เหตุใดรหัสไปรษณีย์ของเด็กจึงยังมีส่วนกำหนดประสบการณ์และโอกาสทางการศึกษาของพวกเขา?

จากหน้าประตูโรงเรียนสู่คำถามของทั้งสังคม

การปิดโรงเรียนไม่ใช่คำตอบสำหรับปัญหาการศึกษา และความรุนแรงไม่ควรถูกทำให้กลายเป็นเรื่องโรแมนติก แต่การประท้วงครั้งนี้กำลังทำหน้าที่อย่างหนึ่งมันทำให้ปัญหาที่เคยซ่อนอยู่หลังประตูห้องเรียนออกมาอยู่กลางถนน

ครูที่ไม่ถูกแทนเมื่อขาดสอน ห้องที่มีเด็กมากเกินไป อาคารที่ร้อนหรือทรุดโทรม ตารางเรียนที่กดดัน และความรู้สึกว่าโรงเรียนในบางพื้นที่ได้รับโอกาสไม่เท่ากับโรงเรียนอีกแห่งหนึ่ง ล้วนเป็นเรื่องที่เด็กต้องเผชิญก่อนจะกลายเป็นตัวเลขในรายงาน OECD

คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่ว่า “ทำไมนักเรียนฝรั่งเศสจึงออกมาประท้วง?” แต่อาจเป็นว่า ทำไมเด็กจำนวนมากจึงเชื่อว่า พวกเขาต้องออกจากห้องเรียนก่อน ผู้ใหญ่จึงจะเริ่มฟังว่าข้างในห้องเรียนนั้นกำลังเกิดอะไรขึ้น