← บทความทั้งหมดRosenun.com
วารสารอิสระเพื่อความรู้และสังคมKUALA LUMPUR · OCTOBER 2026
สถานการณ์โลก & ภูมิรัฐศาสตร์

ข้อตกลงมักกะฮ์กับบททดสอบจากเยเมน

ข้อตกลงป้องกันร่วมระหว่างซาอุดีอาระเบีย ตุรเกีย และปากีสถาน เกิดขึ้นกลางสงครามอิหร่านที่ยืดเยื้อมาแปดเดือน และถูกทดสอบจริงครั้งแรกด้วยขีปนาวุธของกลุ่มฮูตีจากเยเมน คำถามไม่ใช่ว่ามันคือ “NATO ของโลกมุสลิม” หรือไม่ แต่คือข้อตกลงนี้จะป้องกันการโจมตีได้จริงหรือเปล่า

โดย Rosenun·11 Oct 2026·3 นาทีในการอ่าน·326 ครั้งที่อ่าน
ข้อตกลงมักกะฮ์กับบททดสอบจากเยเมน

ข้อตกลงมักกะฮ์คืออะไร

วันที่ 7 สิงหาคม 2026 มกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ประธานาธิบดีเรเจป ตอยยิบ แอร์โดฆอน และนายกรัฐมนตรีเชห์บาซ ชารีฟ ลงนามใน Makkah Joint Defence Agreement ที่นครมักกะฮ์ หัวใจของข้อตกลงคือ การโจมตีด้วยอาวุธต่อประเทศหนึ่งให้ถือเป็นการโจมตีต่อทั้งสามประเทศ ถ้อยคำนี้ทำให้สื่อเปรียบเทียบกับมาตรา 5 ของ NATO ทันที

สมาชิกทั้งสามมีจุดแข็งต่างกัน ซาอุฯ มีเงินและพลังงาน ตุรเกียมีอุตสาหกรรมอาวุธที่โตเร็วและเป็นสมาชิก NATO ส่วนปากีสถานเป็นประเทศมุสลิมเพียงหนึ่งเดียวที่มีอาวุธนิวเคลียร์ แต่ยังไม่มีคำประกาศใดว่าข้อตกลงนี้ขยาย “ร่มนิวเคลียร์” ของปากีสถานไปถึงสมาชิกอื่น

ควรรู้ด้วยว่าข้อตกลงนี้ไม่ได้เริ่มจากศูนย์ ปากีสถานกับซาอุฯ มีข้อตกลงป้องกันร่วมแบบทวิภาคีอยู่แล้วตั้งแต่ปี 2025 และส่งทหารราว 8,000 นายพร้อมเครื่องบินรบเข้าซาอุฯ ตั้งแต่เดือนเมษายน 2026 สิ่งที่ข้อตกลงมักกะฮ์เพิ่มเข้ามาคือตุรเกีย และกลไกถาวรของพันธมิตร โดยมีคณะกรรมการการเมืองและกลาโหมประชุมครั้งแรกที่อิสตันบูลเมื่อ 31 สิงหาคม และต่อมาแต่งตั้งพลโท (เกษียณ) Nauman Mahmood ชาวปากีสถานเป็นเลขาธิการคนแรก

ฉากหลัง: สงครามอิหร่าน

ข้อตกลงมักกะฮ์เกิดขึ้นเพราะสงครามอิหร่านได้เปลี่ยนแนวคิดด้านความมั่นคงของทั้งภูมิภาค ย้อนไปวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 เมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดการโจมตีอิหร่านกลางการเจรจานิวเคลียร์ การโจมตีระลอกแรกได้สังหารอายะตุลเลาฮ์อาลี คาเมนี โรงเรียนอนุบาลทำให้เด็กนักเรียนเสียชีวิตร้อยกว่าคน สร้างความเสียหายในหลายเมือง และต่อมามอจตาบา คาเมนีขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่แทนพ่อที่เสียชีวิตไป 

อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรนใส่อิสราเอล ฐานทัพสหรัฐฯ และประเทศอ่าวหลายประเทศ รวมถึงริยาดและภาคตะวันออกของซาอุฯ พร้อมปิดช่องแคบฮอร์มุซ การหยุดยิงเมื่อ 8 เมษายนไม่ยืดยาว การเจรจาที่อิสลามาบัดล้มเหลว บันทึกความเข้าใจเมื่อ 17 มิถุนายนก็พังลงในเดือนกรกฎาคม จนถึงต้นตุลาคมสงครามเข้าสู่เดือนที่แปดโดยไม่มีหยุดยิง วอชิงตันยื่นเงื่อนไขใหม่เรื่องการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม ขณะที่เตหะรานยืนยันว่าจะไม่เปิดฮอร์มุซจนกว่าสหรัฐฯ จะทำตามเงื่อนไข (Al Jazeera, Al Jazeera)

สำหรับริยาดแล้วบทเรียนสำคัญคือสหรัฐฯ ที่เป็นผู้เริ่มสงคราม แต่ประเทศอ่าวเป็นฝ่ายที่รับผลกระทบมากที่สุด ผู้เชี่ยวชาญที่ Belfer Center ชี้ว่าความไม่ไว้ใจต่อวอชิงตันหลังสงครามคือแรงผลักหลักของทั้งซาอุฯ และตุรเกีย (Belfer Center)

อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ไม่ได้คัดค้านข้อตกลงนี้ วันที่ 16 สิงหาคม ทรัมป์โพสต์ชื่นชมว่าเป็น “BIG, BOLD, IMPORTANT FIRST STEP” (Dawn) เพราะพันธมิตรที่ป้องกันตัวเองได้มากขึ้นจะช่วยลดภาระของอเมริกา ปัญหาคือผลประโยชน์ที่ไม่ตรงกันในประเด็นของฮูตี โดยทรัมป์บอกว่าสหรัฐฯ มีช่องทางสื่อสารกับฮูตี และฮูตียอมไม่โจมตีสหรัฐฯ ส่วน New York Times รายงานว่าทรัมป์เกือบสั่งโจมตีฮูตีตามคำขอของมกุฎราชกุมารซาอุฯ แต่ยกเลิกในนาทีสุดท้าย (ABC News) Financial Times ก็รายงานว่าริยาดขอการสนับสนุนทางทหารเพิ่ม แต่ได้เพียงข่าวกรองและคำยืนยันสิทธิป้องกันตนเอง (Financial Times)

พูดอีกแบบหนึ่งคือ สำหรับวอชิงตัน ฮูตีเป็นประเด็นรองจากอิหร่าน แต่สำหรับริยาด ฮูตีคือภัยที่โจมตีใส่สนามบิน โรงกลั่นน้ำมัน และเมืองหลวง ช่องว่างตรงนี้คือเหตุผลที่ซาอุฯ ต้องหาหลักประกันจากที่อื่น โดยไม่ต้องทิ้งสหรัฐฯ

บททดสอบจากฮูตี

ฮูตีประกาศกลับมาโจมตีเรือในทะเลแดงในวันเดียวกับที่สหรัฐฯ โจมตีอิหร่าน และประกาศปิดล้อมซาอุฯ เมื่อ 20 กรกฎาคม (Arab News) หลังลงนามได้เพียงเดือนเศษ ข้อตกลงมักกะฮ์ก็ต้องเจอการทดสอบที่หนักที่สุดหลังการลงนาม คือการโจมตีเมือง สนามบิน แหล่งที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันและพลังงานของสมาชิกโดยตรง

วันที่ (2026)

เหตุการณ์

3 ก.ย.

ฮูตีเปิดรุกแนวชายฝั่งทะเลแดง ยึดชายฝั่งราว 150 กม. จนคุมช่องแคบบาบเอลมันเดบ

8 ก.ย.

โจมตี 4 เมืองของซาอุฯ บาดเจ็บ 73 คน คลังน้ำมันไฟไหม้

10 ก.ย.

ปากีสถานแถลงว่ายังไม่มีการหารือเรื่องตอบโต้ทางทหารภายใต้ข้อตกลง

17 ก.ย.

EU ประณามการโจมตีซาอุฯ 

5 ต.ค.

ประชุมฉุกเฉินที่ริยาด เปิดใช้ “มาตรการป้องปรามร่วม” ครั้งแรก และตกลงส่งกำลังเข้าซาอุฯ อย่างรวดเร็ว

6 ต.ค.

เครื่องบินรบฝ่ายพันธมิตรราว 100 ลำสนับสนุนการรุกกลับของรัฐบาลเยเมน

7–8 ต.ค.

ขีปนาวุธฮูตีตกใส่สนามบินริยาดและอับฮา มีผู้เสียชีวิต 3 ราย รวมนักบินของ Saudia

8–9 ต.ค.

ตุรเกียและปากีสถานยืนยันว่าจะป้องกันดินแดนซาอุฯ แต่ไม่รุกเข้าไปในเยเมน

ที่มา: Al Jazeera, 11 ก.ย. · Reuters ผ่าน Financial Express · EEAS · Al Jazeera, 5 ต.ค. · Al Jazeera, 9 ต.ค. · Reuters, 8 ต.ค. · MOFA Pakistan, 9 ต.ค.

ไทม์ไลน์นี้บอกสามเรื่องคือ หนึ่ง พันธมิตรใช้เวลาเกือบสี่สัปดาห์หลังการโจมตีครั้งใหญ่กว่าจะตัดสินใจร่วมกัน สอง การเปิดใช้ข้อตกลงไม่ได้ทำให้ฮูตีหยุด เพราะการโจมตีที่รุนแรงที่สุดต่อพลเรือนเกิดหลังจากนั้นสองวัน สาม สมาชิกขีดเส้นไว้ชัดเจนว่า “ป้องกันร่วม” ไม่เท่ากับ “รบร่วม” นอกจากนี้ตุรเกียยังติดเงื่อนไขภายในของตนเอง เพราะรัฐสภาต้องอนุมัติการส่งทหารไปต่างประเทศ และรัฐบาลยังไม่ได้ให้สัตยาบันข้อตกลงต่อสภา (Al Jazeera, 6 ต.ค.)

ปากีสถานเลือกใช้อีกทางหนึ่งควบคู่กัน คือผ่านการทูต โดยส่งผบ.ทบ. อาซิม มูนีร์ เดินทางไปเตหะรานสี่ครั้งตั้งแต่เมษายน และมีรายงานว่าอิสลามาบัดส่งคำเตือนของริยาดให้เตหะรานช่วยยับยั้งฮูตี แม้ฝ่ายปากีสถานจะเรียกรายงานนี้ว่าไม่มีมูล นี่คือบทบาทสองหน้าคือปกป้องริยาดด้วยกำลังทหาร แต่ยังคุยกับเตหะรานด้วยอีกทาง (Al Jazeera)

ตัวชี้วัดว่าข้อตกลงได้ผลหรือไม่

การป้องปรามมีสองแบบ แบบแรก คือขู่ว่าจะตอบโต้จนอีกฝ่ายไม่กล้าโจมตี แบบที่สอง คือป้องกันให้การโจมตีไม่ได้ผล เช่น ยิงสกัดขีปนาวุธ เมื่อสมาชิกประกาศเองว่าจะไม่รุกเข้าเยเมน แบบแรกจึงแทบช่วยอะไรไม่ได้เลยเพราะทางฮูตียังคงส่งโดรนโจมตีซาอุดิอารเบีย ข้อตกลงมักกะฮ์ควรถูกวัดด้วยแบบที่สอง คือทำให้ซาอุฯ เสียหายและสูญเสียน้อยลงได้หรือไม่

ตัวชี้วัดที่ควรติดตามตั้งแต่วันนี้จนถึงใน 4–8 สัปดาห์ข้างหน้า

  1. ความถี่และความรุนแรงของการโจมตีต่อเมือง สนามบิน และโครงสร้างพลังงานของซาอุฯ เทียบก่อนและหลัง 5 ต.ค.
  2. อัตราการยิงสกัด และมีการยืนยันหรือไม่ว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศของปากีสถานหรือตุรกีได้ใช้งานจริง
  3. ตุรเกียส่งกำลังจริงหรือไม่ และรัฐสภาตุรเกียให้สัตยาบันข้อตกลงเมื่อไร
  4. ช่องทางปากีสถาน–เตหะราน ทำให้ฮูตียั้งมือได้หรือไม่
  5. มีเวทีเจรจาทางการเมืองหรือไม่ อิหร่านเรียกร้องเรื่องนี้ แต่แถลงการณ์ของสามประเทศไม่ได้พูดถึง

ข้อควรระวังคือการระบุสาเหตุ ฮูตีตัดสินใจลดหรือหยุดการโจมตีโดยผูกกับสงครามสหรัฐฯ–อิหร่านเป็นหลักด้วย ถ้าการโจมตีลดลงในอนาคต อาจเป็นเพราะวอชิงตันกับเตหะรานตกลงกันได้ หรือเพราะการรบบนพื้นดินเยเมนเปลี่ยนไป ไม่ใช่เพราะข้อตกลงมักกะฮ์เพียงอย่างเดียว ผู้อ่านจึงควรระวังคำประกาศชัยชนะจากทุกฝ่าย

ท่าทีของนานาชาติ

ไม่มีชาติไหนคัดค้านข้อตกลงนี้อย่างเปิดเผย และแต่ละชาติตีความตามผลประโยชน์ของตัวเอง

ประเทศ

ท่าที

สิ่งที่ต้องจับตา

ซาอุดีอาระเบีย

หาหลักประกันที่สองควบคู่กับสหรัฐฯ เพื่อปกป้อง Vision 2030 และความเชื่อมั่นของนักลงทุน

พันธมิตรจะช่วยปกป้องสนามบินและโรงกลั่นได้จริงหรือไม่

ตุรเกีย

ยังอยู่ใน NATO พร้อมช่วยป้องกัน แต่ไม่ร่วมปฏิบัติการรุกในเยเมน มองอิสราเอลเป็นภัยหลักมากกว่าอิหร่าน (IISS)

การให้สัตยาบันและการส่งระบบป้องกันภัยทางอากาศ

ปากีสถาน

ป้องกันซาอุฯ พร้อมเป็นคนกลางระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน แต่ยังติดมติรัฐสภาปี 2015 ที่ให้วางตัวเป็นกลางในกรณีเยเมน

จะรักษาสองบทบาทนี้ได้นานแค่ไหน หากสงครามขยายตัว

สหรัฐฯ

ทรัมป์ชื่นชม แต่ไม่ต้องการเปิดแนวรบกับฮูตี (Dawn)

การเจรจากับอิหร่าน และการตัดสินใจใช้กำลังรอบใหม่ก่อนเลือกตั้งกลางเทอม (Axios)

อิหร่าน

บอกว่าไม่ใช่ภัยคุกคาม (1 ก.ย.) แต่ขีดเส้นว่าปากีสถานห้ามรุกเข้าเยเมน (ANTARA)

เตหะรานจะใช้ฮูตีเป็นไพ่ต่อรองกับสหรัฐฯ หรือยอมยับยั้ง

อิสราเอล

มีความกังวล แต่นักวิเคราะห์มองว่าเป็นสัญญาณทางการเมืองมากกว่าสนามรบ (Times of Israel)

การปรับความสัมพันธ์ระหว่างซาอุฯ–อิสราเอลที่ยิ่งห่างไกลออกไปอีก

อินเดีย

กำลังศึกษาผลกระทบด้านความมั่นคง (The Wire)

ตุรเกียและซาอุฯ จะถูกดึงเข้าร่วมความขัดแย้งระหว่างอินเดีย–ปากีสถานหรือไม่

จีน

ได้ประโยชน์จากการที่ภูมิภาคนี้พึ่งพาสหรัฐฯ น้อยลง โดยไม่ต้องส่งทหาร (SCMP)

การรักษาสมดุลระหว่างริยาดกับเตหะราน

รัสเซีย

สนับสนุนโครงสร้างความมั่นคงที่ไม่ผูกกับตะวันตก แต่หลักฐานยังน้อย

ข้อเสนอให้ขยายสมาชิก ซึ่งปากีสถานบอกว่ายังไม่มีแผน

สหภาพยุโรป

ประณามฮูตีและสนับสนุนซาอุฯ แต่เรียกร้องทางออกทางการเมือง (EEAS)

เส้นทางเดินเรือทะเลแดงและราคาพลังงาน

รัฐอ่าวอื่นและอียิปต์

ยูเออีไม่สบายใจ คูเวตและกาตาร์มีสายสัมพันธ์กับสมาชิกอยู่แล้ว (Arab Center DC, Chatham House)

จะมีใครสมัครเข้าร่วม หรือเลือกทำข้อตกลงทวิภาคีแทน

ตารางนี้ชี้ให้เห็นจุดอ่อนสำคัญของพันธมิตร คือสามสมาชิกมอง “ศัตรูหลัก” ไม่ตรงกัน ซาอุฯ กลัวอิหร่านและฮูตี ตุรเกียกังวลเกี่ยวกับอิสราเอล ส่วนปากีสถานต้องคำนึงถึงอินเดียและพรมแดนกับอิหร่าน

บทสรุป

ข้อตกลงมักกะฮ์ไม่ใช่การหันหลังให้สหรัฐฯ และไม่ใช่พันธมิตรต่อต้านอิหร่านโดยตรง มันคือการกระจายความเสี่ยงของรัฐขนาดกลาง ในวันที่สงครามอิหร่านทำให้เห็นว่าการผู้ปกป้องรายเดียวอย่างสหรัฐอเมริกา อาจมองลำดับความสำคัญของปัญหาความมั่นคงต่างจากตน

บททดสอบจากเยเมนแสดงให้เห็นทั้งความสำคัญและขีดจำกัด สามประเทศตัดสินใจร่วมกันได้จริงและส่งกำลังได้จริง แต่การป้องกันร่วมหยุดอยู่ที่ชายแดนซาอุฯ และการโจมตียังคงเกิดขึ้น

คำตอบว่าข้อตกลงนี้ “เวิร์ค” หรือไม่จึงไม่ได้อยู่ที่คำประกาศในริยาด แต่อยู่ที่ตัวเลขการโจมตีในตอนนี้และในอีกสองเดือนข้างหน้า และขึ้นอยู่กับความคืบหน้าของการเจรจาสหรัฐฯ–อิหร่านที่ควบคุมจังหวะสงครามทั้งภูมิภาคอีกด้วย

คำถามที่ใหญ่กว่านั้นคือ ตะวันออกกลางกำลังเข้าสู่ยุคที่ไม่มีประเทศใดกำหนดความมั่นคงได้เพียงลำพังแล้วหรือไม่

แหล่งอ้างอิง