ข้อตกลงมักกะฮ์คืออะไร
วันที่ 7 สิงหาคม 2026 มกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ประธานาธิบดีเรเจป ตอยยิบ แอร์โดฆอน และนายกรัฐมนตรีเชห์บาซ ชารีฟ ลงนามใน Makkah Joint Defence Agreement ที่นครมักกะฮ์ หัวใจของข้อตกลงคือ การโจมตีด้วยอาวุธต่อประเทศหนึ่งให้ถือเป็นการโจมตีต่อทั้งสามประเทศ ถ้อยคำนี้ทำให้สื่อเปรียบเทียบกับมาตรา 5 ของ NATO ทันที
สมาชิกทั้งสามมีจุดแข็งต่างกัน ซาอุฯ มีเงินและพลังงาน ตุรเกียมีอุตสาหกรรมอาวุธที่โตเร็วและเป็นสมาชิก NATO ส่วนปากีสถานเป็นประเทศมุสลิมเพียงหนึ่งเดียวที่มีอาวุธนิวเคลียร์ แต่ยังไม่มีคำประกาศใดว่าข้อตกลงนี้ขยาย “ร่มนิวเคลียร์” ของปากีสถานไปถึงสมาชิกอื่น
ควรรู้ด้วยว่าข้อตกลงนี้ไม่ได้เริ่มจากศูนย์ ปากีสถานกับซาอุฯ มีข้อตกลงป้องกันร่วมแบบทวิภาคีอยู่แล้วตั้งแต่ปี 2025 และส่งทหารราว 8,000 นายพร้อมเครื่องบินรบเข้าซาอุฯ ตั้งแต่เดือนเมษายน 2026 สิ่งที่ข้อตกลงมักกะฮ์เพิ่มเข้ามาคือตุรเกีย และกลไกถาวรของพันธมิตร โดยมีคณะกรรมการการเมืองและกลาโหมประชุมครั้งแรกที่อิสตันบูลเมื่อ 31 สิงหาคม และต่อมาแต่งตั้งพลโท (เกษียณ) Nauman Mahmood ชาวปากีสถานเป็นเลขาธิการคนแรก
ฉากหลัง: สงครามอิหร่าน
ข้อตกลงมักกะฮ์เกิดขึ้นเพราะสงครามอิหร่านได้เปลี่ยนแนวคิดด้านความมั่นคงของทั้งภูมิภาค ย้อนไปวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 เมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดการโจมตีอิหร่านกลางการเจรจานิวเคลียร์ การโจมตีระลอกแรกได้สังหารอายะตุลเลาฮ์อาลี คาเมนี โรงเรียนอนุบาลทำให้เด็กนักเรียนเสียชีวิตร้อยกว่าคน สร้างความเสียหายในหลายเมือง และต่อมามอจตาบา คาเมนีขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่แทนพ่อที่เสียชีวิตไป
อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรนใส่อิสราเอล ฐานทัพสหรัฐฯ และประเทศอ่าวหลายประเทศ รวมถึงริยาดและภาคตะวันออกของซาอุฯ พร้อมปิดช่องแคบฮอร์มุซ การหยุดยิงเมื่อ 8 เมษายนไม่ยืดยาว การเจรจาที่อิสลามาบัดล้มเหลว บันทึกความเข้าใจเมื่อ 17 มิถุนายนก็พังลงในเดือนกรกฎาคม จนถึงต้นตุลาคมสงครามเข้าสู่เดือนที่แปดโดยไม่มีหยุดยิง วอชิงตันยื่นเงื่อนไขใหม่เรื่องการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม ขณะที่เตหะรานยืนยันว่าจะไม่เปิดฮอร์มุซจนกว่าสหรัฐฯ จะทำตามเงื่อนไข (Al Jazeera, Al Jazeera)
สำหรับริยาดแล้วบทเรียนสำคัญคือสหรัฐฯ ที่เป็นผู้เริ่มสงคราม แต่ประเทศอ่าวเป็นฝ่ายที่รับผลกระทบมากที่สุด ผู้เชี่ยวชาญที่ Belfer Center ชี้ว่าความไม่ไว้ใจต่อวอชิงตันหลังสงครามคือแรงผลักหลักของทั้งซาอุฯ และตุรเกีย (Belfer Center)
อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ไม่ได้คัดค้านข้อตกลงนี้ วันที่ 16 สิงหาคม ทรัมป์โพสต์ชื่นชมว่าเป็น “BIG, BOLD, IMPORTANT FIRST STEP” (Dawn) เพราะพันธมิตรที่ป้องกันตัวเองได้มากขึ้นจะช่วยลดภาระของอเมริกา ปัญหาคือผลประโยชน์ที่ไม่ตรงกันในประเด็นของฮูตี โดยทรัมป์บอกว่าสหรัฐฯ มีช่องทางสื่อสารกับฮูตี และฮูตียอมไม่โจมตีสหรัฐฯ ส่วน New York Times รายงานว่าทรัมป์เกือบสั่งโจมตีฮูตีตามคำขอของมกุฎราชกุมารซาอุฯ แต่ยกเลิกในนาทีสุดท้าย (ABC News) Financial Times ก็รายงานว่าริยาดขอการสนับสนุนทางทหารเพิ่ม แต่ได้เพียงข่าวกรองและคำยืนยันสิทธิป้องกันตนเอง (Financial Times)
พูดอีกแบบหนึ่งคือ สำหรับวอชิงตัน ฮูตีเป็นประเด็นรองจากอิหร่าน แต่สำหรับริยาด ฮูตีคือภัยที่โจมตีใส่สนามบิน โรงกลั่นน้ำมัน และเมืองหลวง ช่องว่างตรงนี้คือเหตุผลที่ซาอุฯ ต้องหาหลักประกันจากที่อื่น โดยไม่ต้องทิ้งสหรัฐฯ
บททดสอบจากฮูตี
ฮูตีประกาศกลับมาโจมตีเรือในทะเลแดงในวันเดียวกับที่สหรัฐฯ โจมตีอิหร่าน และประกาศปิดล้อมซาอุฯ เมื่อ 20 กรกฎาคม (Arab News) หลังลงนามได้เพียงเดือนเศษ ข้อตกลงมักกะฮ์ก็ต้องเจอการทดสอบที่หนักที่สุดหลังการลงนาม คือการโจมตีเมือง สนามบิน แหล่งที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันและพลังงานของสมาชิกโดยตรง
วันที่ (2026) | เหตุการณ์ |
|---|---|
3 ก.ย. | ฮูตีเปิดรุกแนวชายฝั่งทะเลแดง ยึดชายฝั่งราว 150 กม. จนคุมช่องแคบบาบเอลมันเดบ |
8 ก.ย. | โจมตี 4 เมืองของซาอุฯ บาดเจ็บ 73 คน คลังน้ำมันไฟไหม้ |
10 ก.ย. | ปากีสถานแถลงว่ายังไม่มีการหารือเรื่องตอบโต้ทางทหารภายใต้ข้อตกลง |
17 ก.ย. | EU ประณามการโจมตีซาอุฯ |
5 ต.ค. | ประชุมฉุกเฉินที่ริยาด เปิดใช้ “มาตรการป้องปรามร่วม” ครั้งแรก และตกลงส่งกำลังเข้าซาอุฯ อย่างรวดเร็ว |
6 ต.ค. | เครื่องบินรบฝ่ายพันธมิตรราว 100 ลำสนับสนุนการรุกกลับของรัฐบาลเยเมน |
7–8 ต.ค. | ขีปนาวุธฮูตีตกใส่สนามบินริยาดและอับฮา มีผู้เสียชีวิต 3 ราย รวมนักบินของ Saudia |
8–9 ต.ค. | ตุรเกียและปากีสถานยืนยันว่าจะป้องกันดินแดนซาอุฯ แต่ไม่รุกเข้าไปในเยเมน |
ที่มา: Al Jazeera, 11 ก.ย. · Reuters ผ่าน Financial Express · EEAS · Al Jazeera, 5 ต.ค. · Al Jazeera, 9 ต.ค. · Reuters, 8 ต.ค. · MOFA Pakistan, 9 ต.ค.
ไทม์ไลน์นี้บอกสามเรื่องคือ หนึ่ง พันธมิตรใช้เวลาเกือบสี่สัปดาห์หลังการโจมตีครั้งใหญ่กว่าจะตัดสินใจร่วมกัน สอง การเปิดใช้ข้อตกลงไม่ได้ทำให้ฮูตีหยุด เพราะการโจมตีที่รุนแรงที่สุดต่อพลเรือนเกิดหลังจากนั้นสองวัน สาม สมาชิกขีดเส้นไว้ชัดเจนว่า “ป้องกันร่วม” ไม่เท่ากับ “รบร่วม” นอกจากนี้ตุรเกียยังติดเงื่อนไขภายในของตนเอง เพราะรัฐสภาต้องอนุมัติการส่งทหารไปต่างประเทศ และรัฐบาลยังไม่ได้ให้สัตยาบันข้อตกลงต่อสภา (Al Jazeera, 6 ต.ค.)
ปากีสถานเลือกใช้อีกทางหนึ่งควบคู่กัน คือผ่านการทูต โดยส่งผบ.ทบ. อาซิม มูนีร์ เดินทางไปเตหะรานสี่ครั้งตั้งแต่เมษายน และมีรายงานว่าอิสลามาบัดส่งคำเตือนของริยาดให้เตหะรานช่วยยับยั้งฮูตี แม้ฝ่ายปากีสถานจะเรียกรายงานนี้ว่าไม่มีมูล นี่คือบทบาทสองหน้าคือปกป้องริยาดด้วยกำลังทหาร แต่ยังคุยกับเตหะรานด้วยอีกทาง (Al Jazeera)
ตัวชี้วัดว่าข้อตกลงได้ผลหรือไม่
การป้องปรามมีสองแบบ แบบแรก คือขู่ว่าจะตอบโต้จนอีกฝ่ายไม่กล้าโจมตี แบบที่สอง คือป้องกันให้การโจมตีไม่ได้ผล เช่น ยิงสกัดขีปนาวุธ เมื่อสมาชิกประกาศเองว่าจะไม่รุกเข้าเยเมน แบบแรกจึงแทบช่วยอะไรไม่ได้เลยเพราะทางฮูตียังคงส่งโดรนโจมตีซาอุดิอารเบีย ข้อตกลงมักกะฮ์ควรถูกวัดด้วยแบบที่สอง คือทำให้ซาอุฯ เสียหายและสูญเสียน้อยลงได้หรือไม่
ตัวชี้วัดที่ควรติดตามตั้งแต่วันนี้จนถึงใน 4–8 สัปดาห์ข้างหน้า
- ความถี่และความรุนแรงของการโจมตีต่อเมือง สนามบิน และโครงสร้างพลังงานของซาอุฯ เทียบก่อนและหลัง 5 ต.ค.
- อัตราการยิงสกัด และมีการยืนยันหรือไม่ว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศของปากีสถานหรือตุรกีได้ใช้งานจริง
- ตุรเกียส่งกำลังจริงหรือไม่ และรัฐสภาตุรเกียให้สัตยาบันข้อตกลงเมื่อไร
- ช่องทางปากีสถาน–เตหะราน ทำให้ฮูตียั้งมือได้หรือไม่
- มีเวทีเจรจาทางการเมืองหรือไม่ อิหร่านเรียกร้องเรื่องนี้ แต่แถลงการณ์ของสามประเทศไม่ได้พูดถึง
ข้อควรระวังคือการระบุสาเหตุ ฮูตีตัดสินใจลดหรือหยุดการโจมตีโดยผูกกับสงครามสหรัฐฯ–อิหร่านเป็นหลักด้วย ถ้าการโจมตีลดลงในอนาคต อาจเป็นเพราะวอชิงตันกับเตหะรานตกลงกันได้ หรือเพราะการรบบนพื้นดินเยเมนเปลี่ยนไป ไม่ใช่เพราะข้อตกลงมักกะฮ์เพียงอย่างเดียว ผู้อ่านจึงควรระวังคำประกาศชัยชนะจากทุกฝ่าย
ท่าทีของนานาชาติ
ไม่มีชาติไหนคัดค้านข้อตกลงนี้อย่างเปิดเผย และแต่ละชาติตีความตามผลประโยชน์ของตัวเอง
ประเทศ | ท่าที | สิ่งที่ต้องจับตา |
|---|---|---|
ซาอุดีอาระเบีย | หาหลักประกันที่สองควบคู่กับสหรัฐฯ เพื่อปกป้อง Vision 2030 และความเชื่อมั่นของนักลงทุน | พันธมิตรจะช่วยปกป้องสนามบินและโรงกลั่นได้จริงหรือไม่ |
ตุรเกีย | ยังอยู่ใน NATO พร้อมช่วยป้องกัน แต่ไม่ร่วมปฏิบัติการรุกในเยเมน มองอิสราเอลเป็นภัยหลักมากกว่าอิหร่าน (IISS) | การให้สัตยาบันและการส่งระบบป้องกันภัยทางอากาศ |
ปากีสถาน | ป้องกันซาอุฯ พร้อมเป็นคนกลางระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน แต่ยังติดมติรัฐสภาปี 2015 ที่ให้วางตัวเป็นกลางในกรณีเยเมน | จะรักษาสองบทบาทนี้ได้นานแค่ไหน หากสงครามขยายตัว |
สหรัฐฯ | ทรัมป์ชื่นชม แต่ไม่ต้องการเปิดแนวรบกับฮูตี (Dawn) | การเจรจากับอิหร่าน และการตัดสินใจใช้กำลังรอบใหม่ก่อนเลือกตั้งกลางเทอม (Axios) |
อิหร่าน | บอกว่าไม่ใช่ภัยคุกคาม (1 ก.ย.) แต่ขีดเส้นว่าปากีสถานห้ามรุกเข้าเยเมน (ANTARA) | เตหะรานจะใช้ฮูตีเป็นไพ่ต่อรองกับสหรัฐฯ หรือยอมยับยั้ง |
อิสราเอล | มีความกังวล แต่นักวิเคราะห์มองว่าเป็นสัญญาณทางการเมืองมากกว่าสนามรบ (Times of Israel) | การปรับความสัมพันธ์ระหว่างซาอุฯ–อิสราเอลที่ยิ่งห่างไกลออกไปอีก |
อินเดีย | กำลังศึกษาผลกระทบด้านความมั่นคง (The Wire) | ตุรเกียและซาอุฯ จะถูกดึงเข้าร่วมความขัดแย้งระหว่างอินเดีย–ปากีสถานหรือไม่ |
จีน | ได้ประโยชน์จากการที่ภูมิภาคนี้พึ่งพาสหรัฐฯ น้อยลง โดยไม่ต้องส่งทหาร (SCMP) | การรักษาสมดุลระหว่างริยาดกับเตหะราน |
รัสเซีย | สนับสนุนโครงสร้างความมั่นคงที่ไม่ผูกกับตะวันตก แต่หลักฐานยังน้อย | ข้อเสนอให้ขยายสมาชิก ซึ่งปากีสถานบอกว่ายังไม่มีแผน |
สหภาพยุโรป | ประณามฮูตีและสนับสนุนซาอุฯ แต่เรียกร้องทางออกทางการเมือง (EEAS) | เส้นทางเดินเรือทะเลแดงและราคาพลังงาน |
รัฐอ่าวอื่นและอียิปต์ | ยูเออีไม่สบายใจ คูเวตและกาตาร์มีสายสัมพันธ์กับสมาชิกอยู่แล้ว (Arab Center DC, Chatham House) | จะมีใครสมัครเข้าร่วม หรือเลือกทำข้อตกลงทวิภาคีแทน |
ตารางนี้ชี้ให้เห็นจุดอ่อนสำคัญของพันธมิตร คือสามสมาชิกมอง “ศัตรูหลัก” ไม่ตรงกัน ซาอุฯ กลัวอิหร่านและฮูตี ตุรเกียกังวลเกี่ยวกับอิสราเอล ส่วนปากีสถานต้องคำนึงถึงอินเดียและพรมแดนกับอิหร่าน
บทสรุป
ข้อตกลงมักกะฮ์ไม่ใช่การหันหลังให้สหรัฐฯ และไม่ใช่พันธมิตรต่อต้านอิหร่านโดยตรง มันคือการกระจายความเสี่ยงของรัฐขนาดกลาง ในวันที่สงครามอิหร่านทำให้เห็นว่าการผู้ปกป้องรายเดียวอย่างสหรัฐอเมริกา อาจมองลำดับความสำคัญของปัญหาความมั่นคงต่างจากตน
บททดสอบจากเยเมนแสดงให้เห็นทั้งความสำคัญและขีดจำกัด สามประเทศตัดสินใจร่วมกันได้จริงและส่งกำลังได้จริง แต่การป้องกันร่วมหยุดอยู่ที่ชายแดนซาอุฯ และการโจมตียังคงเกิดขึ้น
คำตอบว่าข้อตกลงนี้ “เวิร์ค” หรือไม่จึงไม่ได้อยู่ที่คำประกาศในริยาด แต่อยู่ที่ตัวเลขการโจมตีในตอนนี้และในอีกสองเดือนข้างหน้า และขึ้นอยู่กับความคืบหน้าของการเจรจาสหรัฐฯ–อิหร่านที่ควบคุมจังหวะสงครามทั้งภูมิภาคอีกด้วย
คำถามที่ใหญ่กว่านั้นคือ ตะวันออกกลางกำลังเข้าสู่ยุคที่ไม่มีประเทศใดกำหนดความมั่นคงได้เพียงลำพังแล้วหรือไม่
แหล่งอ้างอิง
- แถลงการณ์ร่วม Makkah Summit for Joint Defence – SPA
- IISS – Pakistan, Saudi Arabia and Türkiye: a new defence pact
- Belfer Center – Experts react to the Mecca Joint Defense Agreement
- Al Jazeera – US sets new demands for Iran deal (7 ต.ค.)
- Dawn – Trump welcomes defence pact (17 ส.ค.)
- ABC News – Houthis' attacks give Iran leverage (21 ก.ย.)
- Arab News – How Houthi attacks on Saudi Arabia raise the stakes
- Al Jazeera – Why Pakistan is talking to Iran (11 ก.ย.)
- Al Jazeera – Mecca alliance activates deterrence (5 ต.ค.)
- Al Jazeera – What the deterrence activation means (6 ต.ค.)
- Al Jazeera – Riyadh airport attack kills three (9 ต.ค.)
- ANTARA – Iran tidak anggap perjanjian Makkah sebagai ancaman (2 ก.ย.)
- EEAS – Saudi Arabia/Yemen statement (17 ก.ย.)
- The Wire – India examining implications, says MEA (11 ส.ค.)
- Arab Center DC – How smaller GCC states are navigating the agreement
- Chatham House – Should Egypt join the Mecca Pact?
- Times of Israel – Mecca pact isn't meant to challenge Israel (12 ส.ค.)
- South China Morning Post – China waits in the wings (10 ส.ค.)
- Financial Times (6 ต.ค.) · Reuters (8 ต.ค.) · MOFA Pakistan (9 ต.ค.) · Axios (7 ต.ค.)



